อาหารสายยาง สำหรับโรคไตเรื้อรังการจัดการอาหารทางสายยางสำหรับ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease - CKD) เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความแม่นยำสูงมากครับ เพราะไตที่ทำหน้าที่กรองของเสียทำงานได้ลดลง การได้รับสารอาหารบางอย่างมากเกินไปอาจกลายเป็น "ยาพิษ" ที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นหรือน้ำท่วมปอดได้
หัวใจสำคัญคือการเลือกสูตรให้ตรงกับ "ระยะของโรค" และ "สถานะการฟอกไต" ครับ
1. กรณี "ยังไม่ได้ฟอกไต" (Pre-Dialysis)
เป้าหมายหลักคือ "ยืดอายุไตให้นานที่สุด" โดยการลดภาระการทำงานของไต
จำกัดโปรตีน (Low Protein): เพื่อลดการสะสมของยูเรีย (Urea) และของเสียในเลือด
จำกัดแร่ธาตุ: ต้องเป็นสูตรที่มี โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และโซเดียมต่ำ
ให้พลังงานสูง: แม้จะลดโปรตีนแต่ต้องได้พลังงานจากแป้งและไขมันดีที่เพียงพอ เพื่อไม่ให้ร่างกายไปสลายกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงาน (ซึ่งจะทำให้ของเสียยิ่งสูงขึ้น)
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์: Nepro LP (LP ย่อมาจาก Low Protein) หรืออาหารสูตรโปรตีนต่ำเฉพาะโรคไตระยะก่อนฟอก
2. กรณี "ฟอกไตแล้ว" (Hemodialysis / Peritoneal Dialysis)
เป้าหมายคือ "ชดเชยสารอาหารที่สูญเสียไป" ขณะฟอกเลือด
โปรตีนสูง (High Protein): การฟอกไตจะดึงโปรตีนออกจากร่างกายไปมาก ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงต้องการโปรตีนสูงเพื่อซ่อมแซมร่างกายและป้องกันกล้ามเนื้อลีบ
จำกัดน้ำและแร่ธาตุ: แม้จะต้องการโปรตีนสูง แต่ยังต้อง คุมโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และโซเดียม อย่างเข้มงวดเหมือนเดิม
พลังงานเข้มข้น: มักใช้สูตร 1.5 ถึง 2.0 kcal/ml เพื่อให้ได้สารอาหารครบโดยใช้น้ำน้อยที่สุด (ป้องกันน้ำท่วมปอด)
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์: Nepro HP (HP ย่อมาจาก High Protein)
3. แร่ธาตุ 3 ตัวที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
หากเตรียมอาหารปั่นเอง หรือเลือกซื้ออาหารเสริม ต้องระวังสารเหล่านี้:
โซเดียม (Sodium): หากมากไปจะทำให้ความดันสูงและบวมน้ำ (ห้ามเติมเกลือ/ซีอิ๊ว)
โพแทสเซียม (Potassium): หากสูงเกินไปจะทำให้ หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหยุดเต้นได้ (ต้องระวังผักใบเขียวและผลไม้บางชนิดในอาหารปั่น)
ฟอสฟอรัส (Phosphorus): หากสูงจะทำให้คันตามผิวหนังและกระดูกเปราะ (ต้องระวังนม ไข่แดง และถั่วต่างๆ)
4. ข้อแนะนำหากต้องการ "เตรียมอาหารปั่นเอง"
การทำอาหารปั่นให้ผู้ป่วยโรคไตยากกว่าโรคอื่น เพราะต้องคุมแร่ธาตุละเอียดมาก:
แหล่งโปรตีน: ใช้ ไข่ขาวต้มสุก เป็นหลัก เพราะมีฟอสฟอรัสต่ำกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่น
แหล่งพลังงาน: ใช้แป้งปลอดโปรตีน เช่น แป้งท้าวยายม่อม หรือสาคู เพื่อเพิ่มพลังงานโดยไม่เพิ่มของเสียให้ไต
ผัก: ควรนำผักไป "ต้มในน้ำเดือดแล้วเทน้ำทิ้ง" ก่อนนำมาปั่น เพื่อลดปริมาณโพแทสเซียมลง 30 - 50%
5. ข้อควรระวังและการสังเกตอาการ
จดบันทึกปริมาณน้ำ: ต้องนับรวมน้ำที่ใช้ล้างสายยางและน้ำที่ใช้ละลายยาด้วยเสมอ อย่าให้เกินที่หมอกำหนด
ชั่งน้ำหนักทุกเช้า: ถ้าน้ำหนักขึ้นเร็ว (เช่น 0.5 - 1 กก. ในวันเดียว) อาจเป็นสัญญาณของน้ำเกิน ต้องรีบแจ้งแพทย์
สังเกตอาการบวม: ดูที่หน้าแข้ง (กดแล้วบุ๋ม) หรือหนังตาบวมตอนเช้า
💡 สรุปสิ่งที่ควรทำ
หากงบประมาณอำนวย การใช้ อาหารทางการแพทย์สูตรเฉพาะโรคไต จะปลอดภัยกว่าการปั่นเองมากครับ เพราะมีการคำนวณสัดส่วน โซเดียม/โพแทสเซียม/ฟอสฟอรัส มาให้แม่นยำแล้ว