แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 53
1
ข้อมูลโรคหูชั้นกลางอักเสบ (Otitis media)

หูชั้นกลางอักเสบ หมายถึง การอักเสบของหูชั้นกลางจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย

หูชั้นกลางอยู่ด้านหลังของเยื่อแก้วหู และมีท่อที่เชื่อมต่อกับโพรงหลังจมูก (ส่วนบนสุดของคอหอยที่อยู่ด้านหลังของโพรงจมูก) เรียกว่า "ท่อยูสเตเชียน (eustachian tube)" เชื้อโรคที่บริเวณจมูกและคอหอย สามารถเข้าไปในหูชั้นกลาง ทำให้เกิดการติดเชื้ออักเสบได้

หูชั้นกลางอักเสบสามารถแบ่งออกเป็น หูชั้นกลางอักเสบชนิดเฉียบพลัน และหูชั้นกลางอักเสบชนิดเรื้อรัง (หูน้ำหนวกเรื้อรัง)

โรคนี้พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่จะพบมากในทารกและเด็กเล็ก อายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี หลังอายุ 5 ปีไปแล้วจะพบได้น้อยลง ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งพบได้น้อยลง

เด็กเล็กที่อยู่รวมเป็นกลุ่มในสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาลมีโอกาสเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจและหูชั้นกลางอักเสบได้ง่าย เด็กที่กินนมขวด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งดูดนมในท่านอนหงาย) มีโอกาสเป็นหูชั้นกลางอักเสบมากกว่าเด็กที่กินนมมารดา เด็กที่เป็นเพดานโหว่ หวัดภูมิแพ้ และผู้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลพิษทางอากาศและควันบุหรี่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดหูชั้นกลางอักเสบ

ผู้ใหญ่ แม้จะพบโรคนี้ค่อนข้างน้อย แต่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าคนอายุน้อย และอาจพบว่ามีโรคหรือภาวะอื่น (เช่น มะเร็งโพรงหลังจมูก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง) ร่วมด้วย ท่อยูสเตเชี่ยนตีบตันจากรังสีบำบัด) ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรังหรือกำเริบซ้ำซากได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยกลางคนและวัยสูงอายุ

สาเหตุ

หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน (acute otitis media) มักเกิดร่วมกับการติดเชื้อในบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น (จมูกและคอ) ได้แก่ ไข้หวัดและทอนซิลอักเสบ บางรายอาจเป็นภาวะแทรกซ้อนของหัด ไข้หวัดใหญ่ ไอกรน ทำให้เชื้อโรคบริเวณจมูกและคอหอยผ่านท่อยูสเตเชียน (eustachian tube) เข้าไปในหูชั้นกลาง เกิดการอักเสบ ทำให้เยื่อบุผิวภายในหูชั้นกลางและท่อยูสเตเชียนบวม และมีน้ำหรือหนองขังอยู่ในหูชั้นกลาง เพราะไม่อาจระบายผ่านท่อยูสเตเชียนที่บวมและอุดตันได้ ในที่สุดเยื่อแก้วหู (ซึ่งเป็นเยื่อบาง ๆ กั้นอยู่ระหว่างหูชั้นกลางกับหูชั้นนอก) ก็จะเกิดการทะลุเป็นรู น้ำหรือหนองที่ขังอยู่ภายในก็จะไหลออกมากลายเป็นหูน้ำหนวก

บางรายอาจเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคหวัดภูมิแพ้ ซึ่งเกิดจากท่อยูสเตเชียนบวม และเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนตามมา

เชื้อที่เป็นสาเหตุ ได้แก่ ไวรัส และแบคทีเรีย

ไวรัสที่เป็นสาเหตุของการอักเสบของหูชั้นกลางเป็นกลุ่มเดียวกับที่พบในไข้หวัด ได้แก่ ไวรัสไรโน (rhinovirus), ไวรัสอาร์เอสวี (respiratory syncytial virus/RSV) พาราอินฟลูเอนซา (parainfluenza), ไวรัสโคโรนา (coronavirus), ไวรัสอะดีโน (adenovirus)

แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการอักเสบของหูชั้นกลางที่พบบ่อย ได้แก่ สเตรปโตค็อกคัสนิวโมเนีย (Streptococcus pneumoniae), สแตฟีโลค็อกคัส (staphylococcus), สเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ (group A streptococcus), ฮีโมฟิลุสอินฟลูเอนเซ (Hemophilus influenzae), สูโดโมแนส (pseudomonas)

หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน พบมากในทารกและเด็กเล็ก อายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี ซึ่งท่อยูสเตเชียนยังเจริญไม่สมบูรณ์ มีลักษณะสั้น ตีบแคบและเป็นแนวราบตรงมากกว่าในเด็กโตและผู้ใหญ่ จึงมีการโอกาสอุดตันและเกิดการติดเชื้อได้ง่าย

หูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง (chronic otitis media) ซึ่งเป็นภาวะที่มีการทะลุของเยื่อแก้วหู และมีน้ำหนวก (ของเหลวหรือหนอง) ไหลแบบเรื้อรัง โดยมากจะเริ่มเป็นมาตั้งแต่เด็ก มักเป็นผลมาจากหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันที่ติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง หรือปล่อยให้เป็นเรื้อรังจนแก้วหูมีรูทะลุ

นอกจากนี้ยังอาจมีสาเหตุจากแก้วหูทะลุเนื่องจากได้รับบาดเจ็บ (เช่น จากการใช้ไม้แคะหู การเล่นพลุ ประทัด หรือเสียงระเบิด) หรือจากผลแทรกซ้อนของการรักษาหูชั้นกลางอักเสบด้วยการผ่าตัดกรีดเยื่อแก้วหู (myringotomy) เพื่อระบายหนอง หรือใส่ท่อระบาย (tympanostomy tubes) แต่รูที่เกิดจากการผ่าตัดนั้นไม่สามารถปิดได้เอง

เด็กที่ขาดอาหาร เด็กที่เป็นกลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome) เด็กที่สุขภาพไม่แข็งแรงหรือขาดสุขนิสัยจะมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าเด็กที่แข็งแรง บางครั้งอาจพบร่วมกับผู้ที่เป็นทอนซิลอักเสบเรื้อรัง ไซนัสอักเสบเรื้อรัง โรคหวัดภูมิแพ้ ผนังกั้นจมูกคด ติ่งเนื้อเมือกจมูก เพดานโหว่ ต่อมอะดีนอยด์โต* หรือมีความผิดปกติของท่อยูสเตเชียนมาแต่กำเนิด

ลักษณะของเยื่อแก้วหูในผู้ป่วยหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน

*ต่อมอะดีนอยด์ (adenoid) เป็นต่อม (หรือปุ่ม) ของเนื้อเยื่อน้ำเหลือง อยู่ที่ด้านข้าง 2 ข้างของเพดานโพรงหลังจมูก (nasopharynx) ใกล้กับรูเปิดของท่อยูสเตเชียน ทำหน้าที่ขจัดเชื้อโรคเช่นเดียวกับทอนซิล (จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า "Pharyngeal tonsil" หรือ "Nasopharyngeal tonsil") ในเด็กเล็กต่อมนี้มักมีขนาดโต และหากไปปิดรูของท่อยูสเตเชียน ก็ทำให้เกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบได้


อาการ

หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน มักมีอาการเกิดขึ้นฉับพลันหลังจากเป็นไข้หวัด เจ็บคอ หรือเป็นโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจอื่น ๆ โดยจะมีอาการปวดในรูหู (แต่ดึงใบหูจะไม่เจ็บมากขึ้น) หูอื้อหรือมีเสียงในหู หูตึงหรือได้ยินไม่ชัด มีไข้สูง หนาวสั่น อาจมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน มีของเหลวหรือหนองไหลออกจากหู (เนื่องจากเยื่อแก้วหูถูกน้ำหรือหนองในหูชั้นกลางดันเป็นรูทะลุ) และหลังจากมีของเหลวไหลออกออกมา อาการไข้และปวดหูมักจะทุเลาลง

เด็กเล็กมักมีไข้สูง ปวดหู (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานอนราบ) นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ เบื่ออาหารร่วมด้วย บางรายอาจมีอาการชักเนื่องจากไข้สูง มักมีอาการของไข้หวัดหรือไอร่วมด้วย

ทารกจะมีอาการไข้สูง ตื่นขึ้นร้องกวนกลางดึก และร้องงอแงเกือบตลอดเวลา บางรายอาจเอามือจับ ดึง หรือขยี้ใบหูตัวเอง เนื่องมาจากมีอาการเจ็บปวดในหูมากโดยยังพูดไม่ได้ อาจมีอาการไม่ดูดนม อาเจียน หรือท้องเดิน

หูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง (หูน้ำหนวกเรื้อรัง) มักมีอาการเรื้อรังนานเกิน 3 เดือน ด้วยอาการมีน้ำหนวกไหลตลอดเวลา หรือเป็น ๆ หาย ๆ  มักเกิดขึ้นเวลาเป็นหวัด เจ็บคอ หรือมีน้ำเข้าหู หรือหลังจากเล่นน้ำ หูน้ำหนวกมักมีลักษณะเป็นหนองสีเหลืองหรือสีเขียว

ถ้าเยื่อแก้วหูทะลุเป็นรูใหญ่ถึงขอบแก้วหู และมีขี้ไคลหรือโคเลสเตียโทมา (cholesteatoma) เกิดขึ้นภายในหูชั้นกลางร่วมด้วย หนองที่ไหลออกมามักมีกลิ่นเหม็นมาก หรือมีหนองไหลออกมาเรื่อย ๆ แม้จะให้ยารักษาเต็มที่แล้ว

ผู้ป่วยมักมีอาการหูอื้อ หูตึง หูน้ำหนวก บางรายอาจมีอาการบ้านหมุน คลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย

ส่วนมากจะไม่มีไข้หรือเจ็บปวดในรูหูแต่อย่างใด นอกจากเวลามีการกำเริบของหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน อาจมีไข้ และปวดหูได้


ภาวะแทรกซ้อน

หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจทำให้กลายเป็นหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง หูชั้นในอักเสบ (จากเชื้อแบคทีเรียลุกลามเข้าไปในหูชั้นใน ทำให้มีอาการหูอื้อ มีเสียงดังในหู และบ้านหมุน) โพรงกระดูกมาสตอยด์อักเสบ (mastoiditis ซึ่งจะมีไข้สูงร่วมกับปวดตรงบริเวณกระดูกมาสตอยด์ตรงหลังหู มีลักษณะบวมแดงร้อน คล้ายหัวฝี) อัมพาตใบหน้าครึ่งซีก หูหนวก เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฝีสมอง

บางรายหลังจากการติดเชื้อหายดีและอาการทุเลาไปแล้ว อาจเกิดภาวะมีน้ำในหูชั้นกลาง (otitis media with effusion) ผู้ป่วยจะรู้สึกแน่น ๆ หรือตัน ๆ ในหู และการได้ยินลดลง มักพบในเด็กเล็กและหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ภายใน 2-3 สัปดาห์ หรือไม่เกิน 3 เดือน ในรายที่มีอาการนานเกิน 3 เดือน แพทย์จะทำการรักษาด้วยการใส่ท่อระบาย รวมทั้งทำการตรวจหาและแก้ไขสาเหตุ

หูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง อาจทำให้เกิดโพรงกระดูกมาสตอยด์อักเสบ ฝีรอบ ๆ หู หูชั้นในอักเสบ หูหนวกสนิท (เนื่องจากกระดูกนำเสียงภายในหูถูกทำลาย หรือประสาทหูเสื่อม) หรือทำลายประสาทใบหน้า (ทำให้กลายเป็นอัมพาตใบหน้าครึ่งซีก) เชื้ออาจลุกลามเข้าสมอง ทำให้เกิดการติดเชื้อของหลอดเลือดในกะโหลกศีรษะ (sigmoid sinus thrombophlebitis) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือฝีสมอง เป็นอันตรายได้


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกายเป็นหลัก ซึ่งมีสิ่งตรวจพบดังนี้

หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน ตรวจพบไข้ ใช้เครื่องส่องหู (otoscope) ตรวจดูหูจะเห็นเยื่อแก้วหูโป่งออกและเป็นสีแดงเรื่อ ๆ

ในรายที่พบว่า มีน้ำหรือหนองไหลออกจากหู (ผู้ซึ่งผู้ป่วยมักจะไม่มีไข้ และหายปวดหู) จะตรวจพบเยื่อแก้วหูทะลุเป็นรู

หูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง ใช้เครื่องส่องหู จะพบเยื่อแก้วหูทะลุเป็นรูกว้าง อาจตรวจพบของเหลวในหูชั้นกลาง มีลักษณะเป็นน้ำใส ๆ เป็นมูกหรือหนอง และเนื้อเยื่อสีแดงที่เกิดจากการอักเสบ (granulation tissue) ร่วมด้วย

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยที่เยื่อแก้วหูทะลุเป็นรูใหญ่ถึงขอบแก้วหู ซึ่งจัดเป็นหูน้ำหนวกเรื้อรังชนิดที่มีอันตรายร้ายแรงนั้น อาจตรวจพบ "โคเลสเตียโทมา (cholesteatoma)*" ซึ่งเห็นเป็นสารสีขาวคล้ายไข่มุก (white keratin debris)

บางกรณี แพทย์อาจทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การตรวจดูว่าภาวะมีน้ำในหูชั้นกลางด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า "pneumatic otoscope", การตรวจวัดการเคลื่อนไหวของเยื่อแก้วหู (tympanometry), การทดสอบการได้ยิน, การเพาะเชื้อจากหนองที่ออกจากรูทะลุของเยื่อแก้วหู (ที่แตกเองหรือจากที่แพทย์ทำการเจาะเพื่อการวินิจฉัย) เป็นต้น

ในผู้ใหญ่ที่หูชั้นกลางอักเสบข้างเดียวที่เกิดซ้ำซากบ่อย ๆ ซึ่งสงสัยอาจมีสาเหตุจากมีก้อนมะเร็งในโพรงหลังจมูก แพทย์จะทำการถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า/เอกซเรย์คอมพิวเตอร์

ในรายที่เป็น ๆ หาย ๆ บ่อย หรือเป็นหูน้ำหนวกเรื้อรัง แพทย์จะทำการตรวจพิเศษเพื่อค้นหาสาเหตุและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น การทดสอบการได้ยิน เอกซเรย์กระดูกมาสตอยด์ การถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า/เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น

*โคเลสเตียโทมา เกิดจากการสะสมของเซลล์เยื่อบุหูชั้นนอกที่ตายและหลุดลอก (ขี้ไคล) เคลื่อนที่ผ่านรูทะลุขนาดใหญ่ของเยื่อแก้วหู เข้าไปสะสมในหูชั้นกลางและโพรงกระดูกมาสตอยด์ ขี้ไคลดังกล่าวจะค่อย ๆ สะสมกลายเป็นถุง (ซีสต์) ขี้ไคลก้อนโตขี้นเรื่อย ๆ คล้ายก้อนเนื้องอก เรียกว่า "โคเลสเตียโทมา" ซึ่งเกิดการติดเชื้อง่าย กลายเป็นหนอง (หูน้ำหนวก) ไหลออกมาเรื้อรัง รวมทั้งยังก่อให้เกิดแรงเบียดเสียดทำลายกระดูกหูและกระดูกส่วนฐานของกะโหลก ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา


การรักษาโดยแพทย์

1. หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน

(1) แพทย์จะให้การรักษาตามอาการ ได้แก่ ให้ยาแก้ปวดลดไข้ (เช่น พาราเซตามอล), ใช้ยาชาหยอดหูบรรเทาปวด วันละ 3-4 ครั้ง ถ้าเยื่อแก้วหูไม่มีรูทะลุ

สำหรับผู้ใหญ่ แพทย์จะให้ยาแก้แพ้ในรายที่เป็นหวัดภูมิแพ้, ให้ยาแก้คัดจมูก (เช่น สูโดเอฟีดรีน) เพื่อลดอาการบวมของท่อยูสเตเชียน (จะไม่ใช้สำหรับเด็กเล็ก เพราะไม่มีประโยชน์ และอาจเกิดผลข้างเคียงได้มาก)

(2) แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    ผู้ใหญ่ แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะทุกราย
    เด็กอายุต่ำกว่า 24 เดือน (2 ปี) แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะทุกราย
    เด็กอายุตั้งแต่ 24 เดือน (2 ปี) ขึ้นไป ที่มีอาการรุนแรง (มีไข้เท่ากับ 39 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า หรือมีอาการปวดหูรุนแรง) มีหนองไหลออกจากหู หรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถติดตามดูอาการภายใน 48-72 ชั่วโมง
    เด็กอายุตั้งแต่ 24 เดือน (2 ปี) ขึ้นไป ที่มีอาการไม่มาก (มีไข้น้อยกว่า 39 องศาเซลเซียส และไม่มีอาการปวดหู หรือปวดหูเล็กน้อย) ซึ่งในระยะแรกแพทย์ให้การรักษาตามอาการ (ยาลดไข้แก้ปวด) หลังนัดมาติดตามดูอาการภายใน 48 ชั่วโมง พบว่าอาการไม่ทุเลา หรือกลับเป็นมากขึ้น (ไข้สูงหรือปวดหูมากขึ้น) แพทย์ก็จะให้ยาปฏิชีวนะเพิ่มเติม
    เด็กอายุตั้งแต่ 24 เดือน (2 ปี) ขึ้นไป ที่มีอาการไม่มาก (มีไข้น้อยกว่า 39 องศาเซลเซียส และไม่มีอาการปวดหู หรือปวดหูเล็กน้อย) ซึ่งแพทย์ไม่สามารถติดตามอาการได้ภายใน 48-72 ชั่วโมง แพทย์ก็จะให้ยาปฏิชีวนะรักษาตั้งแต่แรก

แพทย์จะเลือกใช้ยาปฏิชีวนะชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น อะม็อกซีซิลลิน หรือโคอะม็อกซิคลาฟ นาน 10 วัน (สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี หรือมีอาการรุนแรง) นาน 5-7 วัน (สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป และมีอาการไม่รุนแรง) ในรายที่แพ้เพนิซิลลินแพทย์จะให้อะซิโทรไมซิน นาน 5 วัน

(3) ในรายที่ให้ยาปฏิชีวนะนาน 48-72 ชั่วโมงแล้วอาการไม่ทุเลา (ยังมีไข้ ปวดหูมาก เยื่อแก้วหูบวมแดง) แพทย์หูคอจมูกจะทำการตรวจรักษาเพิ่มเติม และเปลี่ยนไปใช้ยาปฏิชีวนะตัวใหม่ (เช่น ยากลุ่มเซฟาโลสปอริน เลโวฟล็อกซาซิน เป็นต้น)

บางกรณีอาจต้องใช้เข็มเจาะเยื่อแก้วหู (tympanocentesis) หรือผ่าตัดกรีดเยื่อแก้วหู (myringotomy) เพื่อระบายน้ำหรือหนองออกจากหูชั้นกลาง ซึ่งเยื่อแก้วหูจะปิดได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์

ในรายที่มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ (3 ครั้งใน 6 เดือน หรือ 4 ครั้งใน 1 ปี) หรือมีภาวะมีน้ำในหูชั้นกลางหลังจากการอักเสบทุเลาไปแล้ว แพทย์จะทำการผ่าตัดกรีดเยื่อแก้วหูและใส่ท่อระบาย (tympanostomy tube) คาไว้นานเป็นแรมเดือนแรมปีจนกว่าจะหายดี และทำการตรวจหาและแก้ไขสาเหตุ โดยฉพาะอย่างยิ่งในผู้ใหญ่ แพทย์จะทำการตรวจให้แน่ใจว่ามีภาวะร้ายแรง (เช่น มะเร็งโพรงหลังจมูก) ซ่อนเร้นอยู่หรือไม่

2. หูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง

(1) แพทย์จะให้การรักษาโดยใช้อุปกรณ์ (เช่น เครื่องดูด ไม้พันสำลี) ทำความสะอาดช่องหู น้ำหนอง ของเหลว และเนื้อตายในหูชั้นกลางออกให้หมด เพื่อให้ยาหยอดหูสามารถผ่านเข้าไปออกฤทธิ์ต่อเนื้อเยื่อที่อักเสบได้ดี ทำวันละ 2-3 ครั้ง หลังทำความสะอาดหูเสร็จทุกครั้ง ทำการหยอดหูด้วยยาหยอดหูที่มีตัวยาปฏิชีวนะ หรือมีตัวยาปฏิชีวนะผสมกับยาสเตียรอยด์ (ทีมีฤทธิ์ลดการอักเสบ) ในบางรายแพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะชนิดกินหรือฉีดร่วมด้วย ถ้ามีอาการอักเสบกำเริบเฉียบพลัน (เช่น มีไข้ ปวดหู) ให้กินยาปฏิชีวนะนาน 10 วัน

(2) ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ หรือมีอาการหูหนวกหูตึงมาก เยื่อแก้วหูทะลุเป็นรูใหญ่ถึงขอบแก้วหู มีฝีขึ้นที่หลังหู หรือมีอาการอัมพาตใบหน้าครึ่งซีก แพทย์หูคอจมูกจะทำการตรวจรักษาเพิ่มเติมและทำการแก้ไขตามสาเหตุที่ตรวจพบ เช่น รักษาโรคหวัดภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ ทอนซิลอักเสบ ผนังกั้นจมูกคด ติ่งเนื้อเมือกจมูก ต่อมอะดีนอยด์อักเสบ (adenoiditis) เป็นต้น

ถ้าไม่ได้ผลจะทำการผ่าตัดปะเยื่อแก้วหู (tympanoplasty) โดยนำเนื้อเยื่อส่วนอื่นในร่างกาย (เช่น หลอดเลือดดำ เยื่อพังผืดของกล้ามเนื้อ) มาปะรอบบริเวณรูทะลุบนเยื่อแก้วหู นอกจากนี้บางรายอาจต้องทำการผ่าตัดซ่อมแซมกระดูกน้ำเสียง

ในรายที่มีโคเลสเตียโทมา หรือโพรงกระดูกมาสตอยด์อักเสบเรื้อรัง (chronic mastoiditis) แทรกซ้อน แพทย์จะให้การรักษาด้วยการผ่าตัด

ผู้ป่วยที่มีปัญหาการได้ยินอย่างถาวร แพทย์จะแนะนำให้ใส่เครื่องช่วยฟัง (hearing aids)

(3) ในรายที่มีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนรุนแรง หรือคอแข็ง หรือสงสัยว่าเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือฝีสมองแทรกซ้อน แพทย์จะรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล

ผลการรักษา หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันการณ์ ส่วนมากจะหายขาดได้ ในรายที่ได้รับการรักษาล่าช้าไป หรือได้รับยาไม่เพียงพอหรือไม่ถูกต้อง ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมาภายหลัง

การดูแลตนเอง

หากสงสัยมีอาการของหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน (เช่น มีไข้ ปวดหู หูน้ำหนวกไหล หรือทารกมีไข้ เป็นหวัด ร่วมกับร้องกวนงอแงไม่หยุด นอนไม่ได้ เอามือดึงใบหู) หรือหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง (เช่น มีหูน้ำหนวกไหลเรื้อรัง และหูตึง) ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นหูชั้นลางอักเสบ ควรดูแลรักษา ดังนี้

    รักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด
    หาทางป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเป็นไข้หวัด
    หลีกเลี่ยงการสัมผัสถูกควันบุหรี่
    ขณะที่มีน้ำหนวกไหล ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าหู โดยใช้สำลีหรือวัสดุอุดรูหู ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าหูขณะอาบน้ำทุกครั้ง  และงดการลงเล่นน้ำ ดำน้ำ หรือว่ายน้ำในสระหรือแม่น้ำลำคลองจนกว่าโรคจะหายเป็นปกติ

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด

1. สำหรับหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    มีไข้ตั้งแต่ 39 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือมีไข้นานเกิน 48 ชั่วโมง
    มีอาการปวดหูมาก (ทารกนอนไม่ได้ ร้องกวนงอแงตลอดเวลา) หรือมีอาการปวดหูนานเกิน 48 ชั่วโมง
    มีน้ำหรือหนองไหลออกจากหู
    มีอาการปวดศีรษะมาก อาเจียนมาก ซึม ไม่ค่อยรู้สึกตัว หรือชัก
    กินยารักษาตามที่แพทย์แนะนำ 48 ชั่วโมงแล้วอาการไม่ทุเลา
    ขาดยา ยาหาย หรือกินยาไม่ได้
    มีอาการกำเริบใหม่หลังจากรักษาจนอาการหายแล้ว
    ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินต่อที่บ้าน กินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน จุดแดงจ้ำเขียว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ


2. สำหรับหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    มีไข้ หรือปวดหู
    สงสัยมีอาการแทรกซ้อน เช่น ปวดศีรษะมาก อาเจียนมาก เดินเซ เห็นบ้านหมุน มีฝีรอบ ๆ หู เป็นต้น
    ดูแลตนเองตามที่แพทย์แนะนำ 1 สัปดาห์แล้วอาการไม่ทุเลา
    ขาดยา ยาหาย หรือกินยาไม่ได้
    ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินต่อที่บ้าน กินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน จุดแดงจ้ำเขียว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ

การป้องกัน

    หาทางป้องกันไม่ให้เป็นไข้หวัด โดยสอนให้เด็กรู้จักล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นไข้หวัด ไม่ไอจามรดกัน เด็กที่เป็นไข้หวัดควรหยุดมาสถานเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียน และพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน
    อยู่ในที่ที่ปลอดจากควันบุหรี่ ห้ามไม่ให้คนสูบบุหรี่ในบ้าน
    เด็กเล็กควรกินนมมารดานาน 6 เดือน หากกินนมขวดควรจับตัวตั้งขึ้น อย่าให้อยู่ในท่านอนหงาย
    ไม่แคะ เขี่ย หรือเช็ดขี้หูออกด้วยการใช้ไม้พันสำลี นิ้วมือ หรือวัตถุใด ๆ
    ให้วัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ หัด ไอกรน เป็นต้น และควรปรึกษาแพทย์ถึงความจำเป็นในการให้วัคซีนป้องกันการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัสนิวโมเนีย (pneumococcal vaccine)

ข้อแนะนำ

ทารกและเด็กเล็กที่เป็นไข้หวัด มีโอกาสเป็นหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันแทรกซ้อนได้บ่อยกว่าเด็กโตและผู้ใหญ่ ดังนั้น เมื่อทารกและเด็กเล็กที่เป็นไข้หวัด หากมีอาการปวดหู หูอื้อ หรือร้องกวนงอแงตลอดเวลา ควรรีบพาไปพบแพทย์ ถ้าแพทย์ตรวจพบว่าเป็นหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน ควรดูแลรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปพบแพทย์ตามนัด และถ้าแพทย์ให้ยาปฏิชีวนะ ก็ควรกินให้ครบกำหนดระยะเวลาตามที่แพทย์แนะนำถึงแม้อาการจะทุเลาแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง หรือหูน้ำหนวกเรื้อรัง

2
รถยนต์ใหม่ 2025 เฌอรี่ Chery Tiggo 9 PHEV CSH ปี 2025
N/A

เฌอรี่ Chery Tiggo 9 PHEV CSH ปี 2025
Chery Tiggo 9 PHEV CSH (Chery Super Hybrid) รถยนต์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดสำหรับธุรกิจรุ่นแฟลกชิป โดย Chery มีแผนเข้าสู่ตลาดประเทศไทยในปีนี้

รายละเอียดเบื้องต้น
   แบรนด์              Chery
   รุ่น                   เฌอรี่ Chery Tiggo 9 PHEV CSH ปี 2025
   ประเภทรถ          รถอเนกประสงค์ SUV, รถไฮบริด
   ปีที่เปิดตัว            2025
   ราคา                N/A

ดีไซน์
   ภายนอก
กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว
ปัดน้ำฝนกระจกหลัง
ไฟ Daytime Running Lights
ราวหลังคา
ไฟหน้า LED
ไฟท้าย LED
หลังคาพาโนรามิคซันรูฟ
ขนาดยางหน้า-หลัง (245/50R20)
ล้ออัลลอย (20 นิ้ว)

   ภายใน
พวงมาลัยหุ้มหนัง (ท้ายตัด)
อุปกรณ์วัดความเร็วสะท้อนกระจก Head Up Display

สเปค
   มอเตอร์ไฟฟ้า                   เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร Turbo PHEV ให้กำลัง 156 แรงม้า แรงบิด 220 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ตัวแรกให้กำลัง 102 แรงม้า แรงบิด 170 นิวตันเมตร ตัวที่ 2 ให้กำลัง 122 แรงม้า แรงบิด 220 นิวตันเมตร เมื่อรวมกันรถคันนี้จะให้กำลัง 381 แรงม้าแรงบิด 610 นิวตันเมตร อัตาเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 8.9 วินาที
   กำลังเครื่องยนต์ (แรงม้า)      156 แรงม้า
   ระบบเกียร์                         เกียร์อัตโนมัติ
   รูปแบบเกียร์
   ระบบเบรค ABS                 มี
   ชนิดแบตเตอรี่
   ความจุแบตเตอรี่                 19.43 kWh
   ระยะทางวิ่ง/การชาร์จ 1 ครั้ง
   น้ำหนักตัวรถ                       -
   ประเภทยางรถยนต์                -
   ขนาดล้อ (นิ้ว)                  ล้ออัลลอย (20 นิ้ว)
   ระบบขับเคลื่อน                 ขับเคลื่อนสี่ล้อ

ระบบความปลอดภัย
  อุปกรณ์ความปลอดภัย
เซ็นทรัลล็อค
เข็มขัดนิรภัย
กล้อง (แสดงภาพพาโนรามา)
ADAS ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง

3
ผู้ปกครองอย่าถอดใจการจัดฟันเด็ก EF Line ใส่ยาก แต่ดีมากสำหรับเด็กเล็ก

อย่างที่หลายๆท่านทราบกันเป็นอย่างดีแล้วว่า ในยุคสมัยนี้มีนวัตกรรมทางทันตกรรมที่ล้ำสมัย โดยมีชื่อว่า “EF Line” อุปกรณ์สำคัญในการจัดฟันในเด็กเล็ก ซึ่งได้ผลดีเกินคาด และได้รับการรองรับจากทันตแพทย์ทั่วโลกว่า เหมาะสมสำหรับเด็ก ลบความเชื่อผิดๆที่ว่าเด็กเล็กไม่ควรจัดฟันได้อย่างสิ้นเชิง

ซึ่งทางเราก็ได้นำนวัตกรรมล้ำสมัยนี้มาใช้ กับเด็กเล็กที่มีอาการผิดปกติทางด้านโครงสร้างกระดูกขากรรไกรที่เป็นต้นเหตุหลักทำให้ใบหน้าผิดรูป รวมถึงการสบฟันผิดปกติในเด็กเล็ก ไม่เว้นแม้แต่พฤติกรรมที่ทำให้เด็กมีปัญหาเรื่องสุขภาพช่องปากในอนาคตอีกด้วย

แต่ก็ต้องขอบอกก่อนว่าเด็กเล็กๆ มักจะมีการต่อต้าน อุปกรณ์ทางทันตกรรม EF Line มากพอสมควร ซึ่งอยากให้ผู้ปกครองอย่าถอดใจและทำความเข้าใจในพฤติกรรม และแข็งใจให้บุตรหลานของท่านใส่ให้ได้ โดยรายละเอียดวิธีการใช้และแก้ปัญหามีดังต่อไปนี้


กฎสำคัญในการใส่ EF Line ในเด็กเล็ก

– สิ่งสำคัญที่สุดในการให้บุตรหลานของท่านใส่ EF Line คือ บุตรหลานของท่านต้องมีอายุ 4 ปี ขึ้นไป แต่ถ้าจะให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพสูงที่สุดในอุปกรณืชิ้นนี้คือใช้กับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี

– ก่อนที่จะทำการใช้ อุปกรณ์ทันตกรรม EF Line ควรได้รับการวินิจฉัยจากทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น ไม่ควรหาซื้อมาใส่เอง เพราะ อุปกรณ์ EF Line จะถูกผลิตขึ้นมาใหม่ทุกครั้งเพื่อรับกับช่องปากและฟันของคนนั้นเท่านั้น และจะมีการวางรูปแบบในระยะยาว จึงไม่สามารถหาซื้อมาใส่เองหรือทำกับผู้ที่ไม่ได้รับการศึกษาในด้านนี้เฉพาะได้

– ในขณะที่ใช้อุปกรณ์ EF Line จะต้องอยู่ในการดูแลของทันตแพทย์อย่างใกล้ชิดโดยตลอด มาตามนัดทันตแพทย์ผู้รักษาอย่าให้ขาด เพื่อจะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพสูงที่สุดนั่นเอง


คำแนะนำสำหรับผู้ใช้ EF Line

ต้องขอบอกเลยว่า เด็กเล็กๆหลายๆคนมีปัญหาในการใส่ EF Line เนื่องจากว่าในขณะที่ทำการใส่แรกๆนั้น จะเกิดความไม่เคยชินเนื่องจากว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาอยู่ในช่องปาก อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองในบางตำแหน่ง และอาจจะเกิดบาดแผลเล็กๆได้ ซึ่งหากว่ามีบาดแผลในช่องปากให้ทำการทายาสำหรับช่องปาก ซึ่งอาจจะมีอาการเจ็บบ้างในระยะแรกๆ แต่ไม่นานแผลเหล่านั้น และอาการระคายเคืองจะหมดไปเนื่องจากร่างกายจะปรับตัวตามธรรมชาติ หรือพยายามให้เด็กเล็กที่ใส่อุปกรณ์ EF Line ดื่มน้ำเยอะๆในขณะใส่เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นภายในช่องปากก็สามารถลดการระคายเคืองได้ดีเช่นกัน

อีกสิ่งสำคัญที่มักจะทำให้ผู้ปกครองตกใจและให้บุตรหลานเลิกใส่นั่นก็คือ เมื่อทำการใส่ EF Line เด็กเล็กๆจะเริ่มมีอาการอยากอาเจียน บางคนถึงขั้นอาเจียนทุกครั้งเมื่อทำการใส่ ซึ่งถึงจะเป็นเช่นนั้นผู้ปกครองพยายามแข็งใจบังคับตนเองให้ใส่ EF Line ให้บุตรหลานให้ได้ เพราะ เมื่อใส่ไประยะหนึ่งจะเกิดความเคยชินและก็จะไม่เกิดอาการอยากอาเจียนอีก

หากต้องทำการใส่อุปกรณ์ทางทันตกรรม EF Line ให้เด็กเล็กๆ ผู้ปกครองควรเชื่อฟันคำแนะนำจากทันตแพทย์ ใจแข็ง ให้นึกไว้เสมอว่าหากไม่ให้บุตรหลานใส่อนาคตอาจจะต้องเสียใจเพราะบุตรหลานของท่านอาจมีฟันและโครงหน้าที่ผิดปกติและจะทำให้เกิดการรักษายากขึ้นมากตามอายุนั่นเอง


วิธีใส่ EF Line ที่ถูกต้อง

– กลางวัน

การใส่อุปกรณ์ทางทันตกรรม EF Line ในช่วงเวลากลางวัน หรือตอนตื่นนอน ควรเลือกเวลาให้ใส่ติดปากห้ามถอดออกเป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งในขณะที่ใส่นี้ผู้ปกครองควรสังเกตพยายามให้บุตรหลานอยู่นิ่งๆ ไม่เอานิ้วเข้าปาก ไม่เคี้ยวอุปกรณ์เล่น ปิดปากให้สนิทไม่พูดคุยในขณะที่ทำการใส่อยู่เพื่อเป็นการออกกำลังกายกล้ามเนื้อรอบปาก

– กลางคืน

ในเวลากลางคืนนี้ถือได้ว่าไม่ยุ่งยาก เนื่องจากว่าให้ใส่ก่อนจะเข้านอน โดยต้องทำการใส่ติดปากห้ามถอดในขณะนอนหลับ เป็นระยะเวลา 10 ชั่วโมง

ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องที่ควรรู้ในการให้บุตรหลานหรือเด็กเล็กๆใส่อุปกรณ์ทางทันตกรรม EF Line โดยผู้ปกครองจะต้องใจแข็งและตั้งใจไปกับบุตรหลานของท่านด้วย เพียงเท่านี้อาการผิดปกติในช่องปากต่างๆก็จะกลับมาเป็นปกติอันรวดเร็วตามระเบียบของเด็กและผู้ปกครองด้วย

4
หลักการคำนวนการใช้งานท่อลมร้อนให้เหมาะสมแก้การใช้งานในโรงงาน

การคำนวณการใช้งานท่อลมร้อนให้เหมาะสมกับโรงงานเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายประการ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบระบายอากาศทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยมีหลักการคำนวณที่สำคัญดังนี้:

1. การประเมินความต้องการ

ประเภทของอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิต:
วิเคราะห์ประเภทของอุตสาหกรรมและกระบวนการผลิต เพื่อกำหนดปริมาณลมที่ต้องการระบาย
พิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น สารเคมี และฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นในโรงงาน

ปริมาณลมที่ต้องการ:
ต้องทราบปริมาณลมที่ต้องการระบายออก หรือนำเข้ามาในโรงงานต่อหน่วยเวลา (ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง หรือ CFM) ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่ ประเภทของกิจกรรมในโรงงาน และจำนวนพนักงาน

ประเภทของกิจกรรม:
กิจกรรมบางประเภท เช่น งานเชื่อม งานพ่นสี หรืองานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี จะต้องการปริมาณการระบายอากาศที่มากกว่ากิจกรรมทั่วไป

2. การคำนวณขนาดท่อลม

ความเร็วลม:
กำหนดความเร็วลมที่เหมาะสมในท่อลม ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเภทของท่อลมและลักษณะการใช้งาน
ความเร็วลมที่สูงเกินไป จะทำให้เกิดการสูญเสียแรงดัน และเสียงดัง

พื้นที่หน้าตัดของท่อลม:
คำนวณพื้นที่หน้าตัดของท่อลม โดยใช้สูตร: พื้นที่ = ปริมาณลม / ความเร็วลม

ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อลม:
คำนวณขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อลม โดยใช้สูตร: เส้นผ่านศูนย์กลาง = √(พื้นที่ / π) x 2

3. การคำนวณการสูญเสียแรงดัน

การสูญเสียแรงดันในท่อตรง:
คำนวณการสูญเสียแรงดันในท่อตรง โดยใช้สูตร: ΔP = f x (L/D) x (ρV²/2)
ΔP = การสูญเสียแรงดัน
f = สัมประสิทธิ์ความเสียดทาน
L = ความยาวของท่อ
D = เส้นผ่านศูนย์กลางของท่อ
ρ = ความหนาแน่นของอากาศ
V = ความเร็วลม
การสูญเสียแรงดันในข้อต่อและอุปกรณ์อื่นๆ:
คำนวณการสูญเสียแรงดันในข้อต่อและอุปกรณ์อื่นๆ โดยใช้สูตร: ΔP = K x (ρV²/2)
K = สัมประสิทธิ์การสูญเสียแรงดันของข้อต่อหรืออุปกรณ์

4. การเลือกพัดลม

ปริมาณลมและแรงดัน:
เลือกพัดลมที่มีปริมาณลมและแรงดันที่เหมาะสมกับระบบท่อลม

ประเภทของพัดลม:
เลือกประเภทของพัดลมให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน เช่น พัดลมแบบแรงเหวี่ยง หรือพัดลมแบบแกน

5. ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติม

การออกแบบระบบท่อ:
ออกแบบระบบท่อลมให้มีการไหลของอากาศที่เหมาะสม ลดการสูญเสียแรงดัน และป้องกันการรั่วซึม

การเลือกวัสดุ:
เลือกวัสดุของท่อลมให้เหมาะสมกับอุณหภูมิและสภาพแวดล้อม

การติดตั้ง:
ติดตั้งท่อลมร้อนตามมาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง

การบำรุงรักษา:
ควรมีการบำรุงรักษาระบบระบายอากาศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คำแนะนำเพิ่มเติม
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านระบบระบายอากาศ เพื่อขอคำแนะนำในการออกแบบและคำนวณระบบท่อลมร้อนที่เหมาะสมกับโรงงานของคุณ
ควรมีการใช้ซอฟต์แวร์ในการคำนวณระบบท่อลม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและรวดเร็ว

5
หมอประจำบ้าน: ความดันโลหิตสูง (Hypertension)

ความดันโลหิต หมายถึง แรงดันของกระแสเลือดที่กระทบต่อผนังหลอดเลือดแดง อันเกิดจากการสูบฉีดของหัวใจ (คล้ายแรงลมที่ดันผนังยางรถเวลาสูบลมเข้า) ซึ่งสามารถวัดโดยใช้เครื่องวัดความดัน (sphygmomanometer) วัดที่แขน และมีค่าที่วัดได้ 2 ค่าคือ

1. ความดันช่วงบน หรือความดันซิสโตลี (systolic blood pressure) หมายถึง แรงดันเลือดขณะที่หัวใจบีบตัว ซึ่งอาจจะสูงตามอายุ ความดันช่วงบนในคนคนเดียวกันอาจมีค่าแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย ตามท่าของร่างกาย การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ และปริมาณของการออกกำลังกาย

2. ความดันช่วงล่าง หรือความดันไดแอสโตลี (diastolic blood pressure) หมายถึง แรงดันเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว

สำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

    ความดันโลหิตปกติ หมายถึง ความดันช่วงบนมีค่าต่ำกว่า 130 มม.ปรอท และความดันช่วงล่างมีค่าต่ำกว่า 85 มม.ปรอท
    ความดันโลหิตสูง (ความดันเลือดสูง ความดันสูง ก็เรียก) หมายถึง ความดันช่วงบนมีค่าตั้งแต่ 140 มม.ปรอทขึ้นไป และ/หรือความดันช่วงล่างมีค่าตั้งแต่ 90 มม.ปรอทขึ้นไป

โดยมากผู้ป่วยจะมีความดันช่วงล่างสูง (diastolic hypertension) โดยความดันช่วงบนจะสูงหรือไม่ก็ได้

บางรายอาจมีความดันช่วงบนสูงเพียงอย่างเดียว (มีค่าตั้งแต่ 140 มม.ปรอทขึ้นไป) แต่ความดันช่วงล่างไม่สูง (มีค่าต่ำกว่า 90 มม.ปรอท) เรียกว่า ความดันช่วงบนสูงเดี่ยว (isolated systolic hypertension/ISHT) ซึ่งนับว่ามีอันตรายไม่น้อยกว่าความดันช่วงล่างสูง และควรได้รับการรักษาอย่างจริงจัง

ส่วนผู้ที่ความดันช่วงบนมีค่า 130-139 มม.ปรอท และ/หรือความดันช่วงล่างมีค่า 85-89 มม.ปรอท นับว่าเป็นความดันปกติแต่ค่อนไปทางสูง ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นโรคความดันโลหิตสูงตามมาในอนาคต

โรคความดันโลหิตสูง พบได้ประมาณร้อยละ 25 ของประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ส่วนมากจะเริ่มเป็นในผู้ที่มีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป และพบเป็นมากขึ้นตามอายุที่มากขึ้น อายุ 60 ปีขึ้นไปพบได้ถึงร้อยละ 50

สาเหตุ

1. ส่วนใหญ่ (ประมาณร้อยละ 95) จะไม่พบโรคหรือภาวะผิดปกติหรือสิ่งที่เป็นต้นเหตุของความดันโลหิตสูง เรียกว่า ความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิ (primary hypertension) หรือความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ (essential hypertension)

แต่อย่างไรก็ตาม มักพบว่าปัจจัยทางกรรมพันธุ์อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรค กล่าวคือ ผู้ที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ จะมีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ที่ไม่มีประวัติดังกล่าวประมาณ 3 เท่า

นอกจากนี้ อายุมาก ความอ้วน การกินอาหารเค็มจัดหรือมีเกลือโซเดียมสูง และการดื่มแอลกอฮอล์จัด ก็อาจเป็นปัจจัยเสริมของการเกิดโรคนี้

ผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะเริ่มเป็นโรคความดันโลหิตสูงเมื่ออายุประมาณ 25-55 ปี พบมากในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และยิ่งอายุมากขึ้นก็มีโอกาสพบได้มากขึ้น

2. ส่วนน้อย (ประมาณร้อยละ 5) อาจตรวจพบโรคหรือภาวะผิดปกติหรือสิ่งที่เป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูง เรียกว่า ความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ (secondary hypertension) หรือความดันโลหิตสูงชนิดมีสาเหตุ

ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้

    ความดันช่วงบน ≥ 180 หรือช่วงล่าง ≥ 110 มม.ปรอท
    มีความดันโลหิตสูงซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันทันที
    ความดันโลหิตสูงเกิดขึ้นก่อนอายุ 30 ปี หรือหลังอายุ 50 ปี
    พบภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วย เช่น หัวใจห้องล่างซ้ายโต มีค่าครีอะตินีนในเลือด > 1.5 มก./ดล.
    จอตาเสื่อม (hypertensive retinopathy) ระดับ 3 หรือ 4
    คุมความดันไม่ได้หลังจากเคยคุมได้ดีมาก่อน หรือใช้ยาลดความดันหลายชนิดแล้วยังคุมความดันไม่ได้
    มีอาการที่สงสัยว่าเป็นความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ

3. ความดันช่วงบนสูงเดี่ยว มักพบในผู้สูงอายุ (ยิ่งอายุมาก ก็ยิ่งมีโอกาสพบได้มากขึ้น) โรคคอพอกเป็นพิษ ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบ (coarctation of aorta) ลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว (aortic insufficiency)

4. ความดันโลหิตอาจสูงได้ชั่วคราว เมื่อมีภาวะที่ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เช่น ไข้ ซีด ออกกำลังกายใหม่ ๆ อารมณ์เครียด (เช่น โกรธ ตื่นเต้น) เป็นต้น ไม่จำเป็นต้องรักษา จะหายไปได้เองเมื่อปัจจัยเหล่านี้หมดไป

อาการ

ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแต่อย่างใด และมักจะตรวจพบโดยบังเอิญขณะไปให้แพทย์ตรวจรักษาด้วยปัญหาอื่น

ส่วนน้อยอาจมีอาการปวดมึนท้ายทอย ตึงที่ต้นคอ เวียนศีรษะ มักจะเป็นเวลาตื่นนอนใหม่ ๆ พอตอนสายจะทุเลาไปเอง

ในรายที่เป็นมานาน ๆ หรือความดันโลหิตสูงมาก ๆ อาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น นอนไม่หลับ มือเท้าชา ตามัว หรือมีเลือดกำเดาไหล

เมื่อปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่ได้รับการรักษา ก็อาจแสดงอาการของภาวะแทรกซ้อน เช่น เจ็บหน้าอก บวม หอบเหนื่อย แขนขาเป็นอัมพาต เป็นต้น

ในรายที่เป็นความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ ก็อาจมีอาการแสดงของโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น มีระดับความดันโลหิตแกว่งขึ้น ๆ ลง ๆ ร่วมกับอาการปวดศีรษะ ใจสั่น และเหงื่อออกเป็นพัก ๆ (อาจเป็นเนื้องอกต่อมหมวกไตฟีโอโครโมไซโตมา) ปวดหลังร่วมกับปัสสาวะขุ่นแดง (อาจเป็นนิ่วไต) ต้นแขนและขาอ่อนแรงเป็นพัก ๆ (อาจเป็นภาวะแอลโดสเตอโรนสูงชนิดปฐมภูมิ) มีอาการนอนกรนผิดปกติ (อาจเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ) รูปร่างอ้วนฉุ หน้าอูม มีไขมัน (หนอกควาย) ที่หลังคอ และมีประวัติกินยาสเตียรอยด์ ยาชุด หรือยาลูกกลอน (อาจเป็นโรคคุชชิง) เป็นต้น

ภาวะแทรกซ้อน

ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยให้ความดันโลหิตสูงอยู่นาน ๆ มักจะเกิดความผิดปกติของอวัยวะที่สำคัญ เช่น หัวใจ สมอง ไต ประสาทตา เป็นต้น เนื่องจากความดันโลหิตสูงจะทำให้หลอดเลือดแดงแทบทุกส่วนของร่างกายเสื่อม เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) หลอดเลือดตีบ เลือดไปเลี้ยงอวัยวะไม่ได้

ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่

1. หัวใจ จะทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายโต (left ventricular hypertrophy/LVH) ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นมากขึ้นจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงอื่น ๆ เกี่ยวกับหัวใจตามมาได้

โรคนี้ยังอาจทำให้หลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจตีบกลายเป็นโรคหัวใจขาดเลือด มีอาการเจ็บหน้าอก ถ้าเป็นรุนแรงอาจเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย

นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย ซึ่งจะมีอาการบวม หอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้

ในรายที่มีความดันโลหิตสูงรุนแรง อาจตรวจพบหัวใจเต้น > 120 ครั้ง/นาที และจังหวะไม่สม่ำเสมอจากหัวใจห้องบนเต้นแผ่วระรัว

2. สมอง อาจเกิดภาวะหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก กลายเป็นโรคอัมพาตครึ่งซีก ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย

ในรายที่มีหลอดเลือดฝอยในสมองส่วนสำคัญแตกก็อาจเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

บางรายถ้าเป็นเรื้อรังอาจกลายเป็นโรคความจำเสื่อม สมาธิลดลง

ในรายที่มีความดันโลหิตสูงรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ซึม เพ้อ ชัก หรือหมดสติได้ เรียกว่า "Hypertensive encephalopathy"

3. ไต อาจเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง เนื่องจากหลอดเลือดแดงแข็ง เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ ไตที่วายจะยิ่งทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น กลายเป็นวงจรที่เลวร้าย การตรวจปัสสาวะจะพบสารไข่ขาว (albumin) ตั้งแต่ 2+ ขึ้นไป การเจาะเลือดทดสอบการทำงานของไต จะพบระดับของสารบียูเอ็น (BUN) และครีอะตินีน (creatinine) สูง

4. ตา จะเกิดภาวะเสื่อมของหลอดเลือดแดงภายในลูกตาอย่างช้า ๆ ในระยะแรกหลอดเลือดจะตีบ ต่อมาอาจแตกมีเลือดออกที่จอตา ทำให้ประสาทตาเสื่อม เรียกว่าภาวะ "จอตาเสื่อม" (hypertensive retinopathy) จะมีอาการตามัวลงเรื่อย ๆ จนตาบอดได้ ซึ่งสามารถใช้เครื่องส่องตา (ophthalmoscope) ตรวจดูความผิดปกติภายในลูกตา

นอกจากนี้ อาจทำให้เกิดภาวะจุดภาพชัดเสื่อมตามวัย โรคหลอดเลือดแดงหลักของจอตาอุดตัน ทำให้สายตาพิการได้

5. หลอดเลือดแดงใหญ่ และหลอดเลือดแดงส่วนปลาย หลอดเลือดแดงใหญ่ (aorta) เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง และภาวะเลือดเซาะผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ ซึ่งอาจเกิดอันตรายถึงตายได้

นอกจากนี้ อาจเกิดโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (peripheral artery disease) เนื่องจากความดันโลหิตสูงทำให้หลอดเลือดแดงส่วนที่มาเลี้ยงขาและปลายเท้าเกิดภาวะแข็งตัวและตีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการสูบบุหรี่ และ/หรือมีโรคเบาหวานร่วมด้วย ทำให้เลือดไปเลี้ยงขาและปลายเท้าได้น้อย อาจมีอาการเป็นตะคริวบ่อย หรือปวดน่องขณะเดินมาก ๆ หากหลอดเลือดแดงเกิดอุดตันก็อาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นขาดเลือด และกลายเป็นเนื้อตายเน่า (gangrene) ได้ (อ่านเพิ่มเติมที่โรคหลอดเลือดแดงขาตีบ)

ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ จะเกิดขึ้นรุนแรงหรือรวดเร็วเพียงใดขึ้นกับความรุนแรงและระยะของโรค ถ้าความดันมีขนาดสูงมาก ๆ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้รวดเร็ว และผู้ป่วยอาจตายได้ภายในเวลาไม่กี่ปี (ถ้ารุนแรงมากอาจตายภายใน 6-8 เดือน) ส่วนในรายที่เป็นเพียงเล็กน้อย หากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจใช้เวลา 7-10 ปี ในการเกิดภาวะแทรกซ้อน แต่ถ้าสามารถควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ก็อาจป้องกันมิให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ หรือทำให้ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นลดความรุนแรงลงได้

นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีโรคอื่นร่วมด้วย (เช่น เบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ) สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์จัด ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนเร็วขึ้น จึงควรควบคุมโรคและพฤติกรรมเหล่านี้ควบคู่กันไปด้วย

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากการตรวจพบค่าความดันเฉลี่ยจากการวัดที่สถานพยาบาลตั้งแต่มาพบแพทย์ครั้งแรกเป็นหลัก โดยทำการวัดความดันในท่านั่ง อย่างน้อย 2 ครั้ง (ห่างกัน 1-2 นาที) แล้วหาค่าเฉลี่ย ถ้าพบว่าค่าความดันเฉลี่ยสูงกว่าปกติ คือ ความดันโลหิตช่วงบนมีค่าตั้งแต่ 140 มม.ปรอทขึ้นไป และ/หรือความดันช่วงล่างมีค่าตั้งแต่ 90 มม.ปรอทขึ้นไป ก็จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง

แพทย์จะทำการตรวจร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่พบความผิดปกติชัดเจน ยกเว้นในรายที่เป็นความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ อาจพบอาการของโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น

    ชีพจรเร็ว มือสั่น ต่อมไทรอยด์โตในรายที่มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกินหรือคอพอกเป็นพิษ
    ชีพจรที่ขาหนีบคลำไม่ได้หรือคลำได้แผ่วเบาในผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบ
    คลำได้ก้อนในท้องส่วนบน 2 ข้าง ในผู้ป่วยที่เป็นโรคถุงน้ำไตชนิดหลายถุง
    ใช้เครื่องฟังได้ยินเสียงฟู่ (bruit) ที่หน้าท้องตรงบริเวณใต้ชายโครงขวาหรือซ้าย ในผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดแดงไตตีบ
    ได้ยินเสียงฟู่ (murmur) ตรงลิ้นหัวใจเอออร์ติก ในผู้ป่วยที่มีลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว
    รูปร่างอ้วนฉุ หน้าอูม มีไขมัน (หนอกควาย) ที่หลังคอ อาจมีประวัติกินยาสเตียรอยด์ ยาชุด หรือยาลูกกลอน ในผู้ป่วยที่เป็นโรคคุชชิง เป็นต้น

การรักษาโดยแพทย์

ก่อนให้การรักษา จะทำการตรวจประเมินผู้ป่วยทุกรายโดยการค้นหาสาเหตุ ประเมินพฤติกรรมและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (อ่านเพิ่มเติมที่ "ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด" หัวข้อภาวะแทรกซ้อน ด้านบน) ค้นหาโรคที่สัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตสูง (อ่านเพิ่มเติมที่ "ตารางโรคที่สัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตสูง" ด่านล่าง) และร่องรอยการทำลายของอวัยวะจากโรคความดันโลหิตสูง (อ่านเพิ่มเติมที่ "ตารางร่องรอยการทำลายของอวัยวะจากโรคความดันโลหิตสูง โดยผู้ป่วยยังไม่มีอาการ" ด้านล่าง) รวมทั้งค้นหาโรคหรือภาวะผิดปกติอื่น ๆ ที่มีผลต่อการเลือกใช้ยาลดความดัน โดยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เอกซเรย์ทรวงอก ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด (หาระดับน้ำตาล คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ กรดยูริก ครีอะตินีน โพแทสเซียม โซเดียม เฮโมโกลบิน และฮีมาโทคริต) ซึ่งควรตรวจตั้งแต่ครั้งแรกที่วินิจฉัยและตรวจซ้ำปีละ 1-2 ครั้ง หรือตรวจบ่อยขึ้นถ้าพบว่ามีความผิดปกติ

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยปรับพฤติกรรมเพื่อควบคุมความดันโลหิตและป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด (อ่านเพิ่มเติมที่ "ตารางปรับพฤติกรรมเพื่อควบคุมความดันโลหิตสูง และป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด") (อ่านเพิ่มเติมที่ "ตารางปรับพฤติกรรมเพื่อควบคุมความดันโลหิตสูง และป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด" หัวข้อภาวะแทรกซ้อน ด้านบน) และจะเริ่มให้ยาลดความดัน* โดยพิจารณาจากระดับความรุนแรงของความดันโลหิตสูง (โดยดูจากค่าความดันเฉลี่ยที่วัดได้ที่สถานพยาบาล) ร่วมกับการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยมีแนวทาง (ตาม "แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2562") ของสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย ดังนี้

1.1 ความดันช่วงบน 130-139 และ/หรือความดันช่วงล่าง 85-89 มม.ปรอท แนะนำให้ปรับพฤติกรรมเป็นหลัก และอาจให้ยาลดความดันในรายที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดร่วมด้วย

1.2 ความดันช่วงบน 140-159 และ/หรือความดันช่วงล่าง 90-99 มม.ปรอท แนะนำให้ปรับพฤติกรรม และให้ยาลดความดันในกลุ่มเสี่ยงกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้ (1) ผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด (2) ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรัง (3) ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ ผู้ที่เป็นเบาหวาน ผู้ที่มีร่องรอยการทำลายของอวัยวะจากโรคความดันโลหิตสูง  หรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดใน 10 ปี (10-year Thai CV risk score)**

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยง แพทย์จะให้ยาลดความดัน เมื่อลองปรับพฤติกรรมและติดตามนาน 3-6 เดือนแล้วความดันยังไม่ลดได้เป็นปกติตามเป้าหมาย

1.3 ความดันช่วงบน 160-179 และ/หรือความดันช่วงล่าง 100-109 มม.ปรอท แนะนำให้ปรับพฤติกรรม และให้ยาลดความดันในกลุ่มเสี่ยง (ดังในข้อ 1.2)

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดความดันในผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นโรคความดันโลหิตสูงหลายคน ผู้ที่มีอาการ (เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ใจสั่น) หรือผู้ที่มีความวิตกกังวลต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงค่อนข้างมาก

1.4 ความดันช่วงบน ตั้งแต่ 180 และ/หรือความดันช่วงล่างตั้งแต่ 110 มม.ปรอทขึ้นไป แนะนำให้ปรับพฤติกรรม และให้ยาลดความดัน

1.5 สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป แพทย์จะเริ่มให้ยาลดความดันเมื่อมีความดันช่วงบนตั้งแต่ 160 มม.ปรอทขึ้นไป และ/หรือความดันช่วงล่างตั้งแต่ 90 มม.ปรอทขึ้นไป

ถ้าหากผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงมากเนื่องจากเคยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด (เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง) แพทย์อาจพิจารณาเริ่มให้ยาลดความดันเมื่อมีความดันช่วงบนตั้งแต่ 140 มม.ปรอทขึ้นไป

1.6 เป้าหมายของการลดความดันโลหิต ในผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 65 ปี ที่เป็นความดันโลหิตสูงเพียงอย่างเดียว หรือมีโรคเรื้อรังร่วมด้วย (เช่น เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง) ความดันที่วัดที่สถานพยาบาล ควรให้ค่าความดันช่วงบนอยู่ที่ 120-130  และช่วงล่างอยู่ที่ 70-79 มม.ปรอท

ในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ที่เป็นความดันโลหิตสูงเพียงอย่างเดียว หรือมีโรคเรื้อรังร่วมด้วย (เช่น เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง) ความดันที่วัดที่สถานพยาบาล ควรให้ค่าความดันช่วงบนอยู่ที่ 130-139 และช่วงล่างอยู่ที่ 70-79 มม.ปรอท

2. การติดตามผลการรักษา ช่วงแรก ๆ จะนัดผู้ป่วยมาตรวจเดือนละ 1 ครั้ง (ถ้าความดันสูงมากนัดทุก 1-2 สัปดาห์) เมื่อคุมได้ตามเป้าหมายแล้ว นัดเป็นทุก 3-6 เดือน และจะทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการทุก 6-12 เดือน

ในการติดตามผู้ป่วย แพทย์จะเน้นให้ผู้ป่วยปรับพฤติกรรมอย่างจริงจัง ซักถามอาการและตรวจดูภาวะแทรกซ้อนและผลข้างเคียงของยาที่อาจเกิดขึ้น และปรับยาที่ใช้ให้เหมาะสม

3. การดื้อต่อการรักษา (resistant hypertension) หมายถึงการที่ผู้ป่วยกินยาลดความดันร่วมกันตั้งแต่ 3 ชนิดขึ้นไป (รวมทั้งยาขับปัสสาวะ) จนเต็มขนาดของยาแล้วยังควบคุมไม่ได้ตามเป้าหมาย แพทย์ก็จะทำการค้นหาสาเหตุ ซึ่งอาจเกิดจากข้อหนึ่งข้อใดหรือหลายข้อร่วมกันดังนี้

    วัดความดันไม่ถูกต้อง
    สั่งให้ยาลดความดันในขนาดน้อยไป
    ผู้ป่วยไม่ยอมกินยาตามสั่ง
    กินอาหารที่มีโซเดียมสูง
    ใช้ยาที่ทำให้ความดันโลหิตสูง
    น้ำหนักตัวขึ้นมาก (อ้วน)
    ดื่มแอลกอฮอล์จัด
    เป็นความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ

4. การรักษาโรคที่พบร่วม ในรายที่มีโรคหรือภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นต้น แพทย์ก็จะให้ยารักษาโรคเหล่านี้ควบคู่กันไปด้วย

ผลการรักษา ถ้าได้รับการรักษากับแพทย์และดูแลตนเองอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จะควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ และจะป้องกันหรือชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนลงได้ แต่จำเป็นต้องดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องไปตลอด ในรายที่ปล่อยให้มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น การรักษาจะช่วยลดความรุนแรง และช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

*ยาลดความดัน ที่ใช้เป็นพื้นฐาน ได้แก่ (1) กลุ่มยาขับปัสสาวะ (Diuretic เช่น ไฮโดรคลอโรไทอาไซด์)  (2) กลุ่มยาต้านแคลเซียม (calcium blocker เช่น แอมโลดิพีน) (3) กลุ่มยาต้านเอซ (ACE inhibitor เช่น อีนาลาพริล) (4) กลุ่มยาเออาร์บี (ARB เช่น โลซาร์แทน) ซึ่งยาแต่ละกลุ่มมีข้อดีและเสียแตกต่างกัน และผู้ป่วยแต่ละคนตอบสนองต่อยาไม่เหมือนกัน

 การดูแลตนเอง

เมื่อตรวจพบว่าเป็นความดันโลหิตสูง ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    ดูแลรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด
    หมั่นวัดความดันที่บ้านหรือสถานพยาบาลใกล้บ้านประมาณเดือนละ 1-2 ครั้ง
    กินยาลดความดันให้ครบถ้วนตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ปรับยาเองตามใจชอบ แม้ว่าจะรู้สึกสบายดีแล้วก็ตาม (ความดันโลหิตสูงมักไม่มีอาการแสดงให้รู้สึก ควรดูผลว่าดีหรือไม่ด้วยการวัดความดันเท่านั้น)
    หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง เพราะยาบางชนิด (เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้ข้ออักเสบ ยาชุดหรือยาลูกกลอนที่ผสมยาสเตียรอยด์) อาจทำให้ความดันสูงได้
    ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือสารสกัดจากสมุนไพรที่อาจส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ เช่น ชะเอม, ชะเอมเทศ, ส้มขม, มาฮวง, โยฮิมบี เป็นต้น
    หมั่นปฏิบัติตัวในการควบคุมโรคอย่างจริงจัง (อ่านเพิ่มที่ "การปรับพฤติกรรมเพื่อควบคุมความดันโลหิตสูง และป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด" หัวข้อการรักษาโดยแพทย์ ด้านบน)

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    วัดความดันแล้วพบว่าสูงต่อเนื่องกัน 2-3 ครั้ง
    ขาดยาหรือยาหาย
    มีอาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ หรือหน้ามืดนานเป็นวัน ๆ หรือลุกขึ้นนั่งหรือยืนรู้สึกจะเป็นลม
    มีอาการเจ็บจุกแน่นหน้าอก พูดอ้อแอ้ ปากเบี้ยว หรือแขนขาชาหรืออ่อนแรง
    มีอาการเบื่ออาหารหรือกินอาหารได้น้อยนานหลายวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ (เพราะอาจเกิดภาวะความดันต่ำเกินจากยาที่กินได้)
    สังเกตพบมีอาการที่สงสัยว่าอาจเกิดจากผลข้างเคียงของยา เช่น อ่อนเพลีย ท้องอืด ท้องผูก (มักเกิดจากยาขับปัสสาวะ), ไอเรื้อรัง (มักเกิดจากยาต้าเอซ เช่น อีนาลาพริล) เท้าบวม (มักเกิดจากยาต้านแคลเซียม เช่น แอมโลดิพีน) หรือกินยาแล้วมีอาการผิดสังเกตอื่น ๆ เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น

6
วัดบ้านนาหัวบ่อเชิญชวนใส่ชุดแม่ชี ฝึกฝนวินัยทางศีลธรรมหลีกหนีจากความวุ่นวายของชีวิตสมัยใหม่

วัดบ้านนาหัวบ่อเป็นวัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่จังหวัดนครพนม วัดนี้มีชื่อเสียงในเรื่องของความสวยงามและความเก่าแก่ของสถาปัตยกรรม วัดบ้านนาหัวบ่อมีอายุประมาณ 200 ปี สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 วัดนี้มีลักษณะเป็นวัดไทยแบบล้านนามีหลังคาทรงจั่วและมีช่อฟ้าและใบระกาที่สวยงามใส่ชุดขาว ชุดขาวชาย ชุดขาวหญิง ชุดขาวปฏิบัติธรรม มาเที่ยววัดบ้านนาหัวบ่อ

ภายในวัดมีพระประธานที่สวยงามและมีภาพเขียนฝาผนังที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนา วัดนาหัวบ่อ ตั้งอยู่ในจังหวัดนครพนม ท่ามกลางทัศนียภาพอันเงียบสงบของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เป็นสถานที่พักผ่อนอันเงียบสงบสำหรับผู้ที่แสวงหาการเติบโตทางจิตวิญญาณผ่านการปฏิบัติธรรม วัดแห่งนี้รายล้อมไปด้วยต้นไม้เขียวขจีและบรรยากาศที่เงียบสงบ จึงเป็นจุดหมายปลายทางในอุดมคติสำหรับทั้งผู้ปฏิบัติธรรมและผู้ที่เพิ่งเริ่มปฏิบัติธรรมและคำสอนของพุทธศาสนา

ความสำคัญของวัด
วัดนาหัวบ่อเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบไทยดั้งเดิมและบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้ที่ต้องการฝึกสติและความสงบภายในมาช้านาน สภาพแวดล้อมของวัดเหมาะแก่การนั่งสมาธิอย่างเงียบสงบ หลีกหนีจากความวุ่นวายของชีวิตสมัยใหม่ ผู้เยี่ยมชมควรละทิ้งความกังวลทางโลกและดื่มด่ำกับคำสอนของพระพุทธเจ้า

ปฏิบัติธรรม ณ วัดนาหัวบ่อ
การปฏิบัติธรรมที่วัดนาหัวบ่อเน้นที่การฝึกสติ การทำสมาธิ และการฝึกฝนวินัยทางศีลธรรม พระภิกษุและครูฆราวาสจะคอยชี้แนะผู้มาเยี่ยมชมตลอดช่วงการทำสมาธิ โดยกระตุ้นให้พวกเขาสังเกตความคิด อารมณ์ และความรู้สึกทางกายของตนเองโดยไม่ยึดติด การทำสมาธิแบบวิปัสสนานี้เป็นหลักสำคัญของการปฏิบัติธรรมของวัดและช่วยให้ผู้คนมีความแจ่มชัด ปัญญา และความเมตตา

ตารางประจำวัน : วันทั่วไปของวัดเริ่มต้นด้วยการสวดมนต์และนั่งสมาธิในตอนเช้า ตามด้วยพิธีตักบาตร โดยผู้มาเยี่ยมชมจะมีโอกาสถวายอาหารแด่พระสงฆ์ ส่วนที่เหลือของวันจะเดินจงกรมและนั่งสมาธิสลับกันไป ส่วนช่วงเย็น พระสงฆ์ของวัดจะฟังธรรมเทศนา

สภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ
วัดนาหัวบ่อตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม พื้นที่วัดกว้างขวาง เหมาะแก่การเดินจงกรมตามเส้นทางร่มรื่น น้ำในลำธารที่เงียบสงบช่วยเสริมความสงบสุขโดยรวม ทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถสงบใจและเข้าฌานสมาธิได้อย่างลึกซึ้ง

ข้อมูลสำหรับผู้มาเยี่ยมชม
การเดินทาง : สามารถเดินทางไปนครพนมได้ทั้งทางเครื่องบินและรถประจำทาง โดยมีเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ อื่นๆ เป็นประจำ วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองเพียงระยะขับรถสั้นๆ จึงสามารถเดินทางไปได้สะดวก

สิ่งที่ควรนำมา : ขอแนะนำให้ผู้มาเยี่ยมชมสวมเสื้อผ้าที่สุภาพและสบาย ซึ่งเหมาะกับการนั่งสมาธิ ควรนำสิ่งของส่วนตัวที่จำเป็นสำหรับการเข้าพักเป็นเวลานาน เช่น ของใช้ในห้องน้ำและเบาะรองนั่งสมาธิมาด้วย ทางวัดมีที่พักพื้นฐาน รวมทั้งห้องพักที่เรียบง่ายและสะอาดสำหรับการพักค้างคืน

วัดนาหัวบ่อ จังหวัดนครพนม เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่สงบเงียบและเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าคุณจะต้องการฝึกสมาธิ ศึกษาคำสอนของพุทธศาสนา หรือเพียงแค่ต้องการหลีกหนีจากชีวิตประจำวันที่วุ่นวาย วัดแห่งนี้ก็เป็นสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบสำหรับการพักผ่อนทางจิตใจ การต้อนรับอันอบอุ่นของพระสงฆ์และความสวยงามของสภาพแวดล้อมจะทำให้คุณรู้สึกสดชื่นและอิ่มเอมทางจิตใจ

7
บัตรเครดิต KTC - BANGCHAK PLATINUM MASTERCARD-บัตรกรุงไทย (KTC)
รายได้ 15,000 บ./เดือน

บัตรเครดิต KTC - BANGCHAK PLATINUM MASTERCARD-บัตรกรุงไทย (KTC)
บัตรเครดิตที่ให้คุณรับส่วนลด 1% ที่ปั๊มน้ำมันบางจาก และรับสิทธิพิเศษอื่นๆมากมาย
ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี

รายละเอียดบัตร
   ชื่อ Credit / Debit Card      KTC - BANGCHAK PLATINUM MASTERCARD
   สถาบันการเงิน                     ธนาคารบัตรกรุงไทย
   ประเภทบัตร                         ประเภทบัตรร่วมร้านค้า-บริการ (สถานีบริการน้ำมันบางจาก)  บัตร MasterCard (Platinum)
   เหมาะสำหรับ                      ผู้ชอบช้อปปิ้งทั่วไป  ผู้ชอบรถ-ใช้รถ  ผู้ชอบทำธุรกรรมออนไลน์

วงเงินและดอกเบี้ย
   วงเงินสูงสุด                5 เท่าของรายได้
   ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย  45 วัน
   ยอดชำระขั้นต่ำ             10 % ไม่น้อยกว่า 500 บาท
   ดอกเบี้ยค้างชำระ        16 % ต่อปี, คำนวณจาก วันที่บันทึกรายการหรือทำรายการ
   สมัครบัตรเสริมได้        4 ใบ

สิทธิเบิกเงินฉุกเฉิน
   วงเงิน                         100% ของวงเงิน สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
   ค่าธรรมเนียมต่อครั้ง (%)   3%
   ดอกเบี้ย (ต่อปี)             16%

สิทธิประโยชน์หลักของบัตร
ฟรีค่าธรรมเนียม
รับส่วนลดน้ำมันใส 1% ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากจากยอดชำระไม่เกิน 3,000 บาท / เซลส์สลิป จะคืนเข้าบัญชีบัตรเครดิตในเดือนถัดไป
ช้อปออนไลน์ คุ้มสุด ตลอดปี กับ Mastercard® รับส่วนลดตลอดปีเมื่อช้อปผ่านพันธมิตรออนไลน์ที่ร่วมรายการตามเงื่อนไขที่กำหนด
ประกันภัยความคุ้มครองการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านบัตรเครดิต KTC MASTERCARD กรณีไม่จัดส่งสินค้า และ / หรือการจัดส่งสินค้าไม่ถูกต้องและไม่ครบถ้วน ด้วยวงเงินประกันสูงสุด 200 ดอลล่าร์สหรัฐ โดย Mastercard ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธ.ค. 66
บริการผู้ช่วยส่วนตัว (KTC PERSONAL ASSISTANT)
ประกันอุบัติเหตุ สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกใหม่บัตรเครดิต KTC รับความคุ้มครองอุบัติเหตุวงเงิน สูงสุด 300,000 บาท นาน 90 วันนับจากวันที่เปิดใช้บริการบัตรฯ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
พิเศษ ผ่อนชำระด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.69% เมื่อทำรายการผ่าน KTC PHONE สำหรับรายการใช้จ่ายที่ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
เปลี่ยนยอดชำระรายการซื้อสินค้า/บริการของเดือนถัดไปเป็นยอดผ่อนชำระได้ ด้วยอัตราดอกเบี้ย 0.74% สูงสุด 10 เดือน ง่ายๆ ผ่านแอป KTC Mobile หรือโทร KTC PHONE 02 123 5000 กด 4
ประกันอุบัติเหตุการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ ด้วยวงเงินประกันคุ้มครองสูงสุด 8,000,000 บาท และประกันกระเป๋าเดินทางสูญเสียหรือเสียหาย จากการเดินทางวงเงินสูงสุด 40,000 บาท / ครั้ง ในกรณีใช้บัตรเครดิตชำระค่าบัตรโดยสารยานพาหนะสาธารณะ
เบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิตได้เต็มวงเงินของยอดคงเหลือในขณะนั้น หรือสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท/วัน ผ่านเครื่อง ATM และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท/วัน ผ่านแอป KTC Mobile
สะดวก ปลอดภัย ใช้จ่ายไม่สะดุด ไม่ว่าคุณจะซื้อน้ำหลังออกกำลังกาย หรือซื้อกาแฟระหว่างเดินทาง คุณสามารถใช้จ่ายได้ ไม่สะดุด กับบัตรเครดิต KTC ผ่าน Fitbit Pay , Garmin Pay และ Google Pay
แตะจ่ายง่าย ปลอดภัย รวดเร็ว ด้วย Mastercard Contactless เร็วกว่าและปลอดภัยด้วยการชำระเงินแบบไร้สัมผัสกับบัตรเครดิต KTC MASTERCARD ที่มีสัญลักษณ์ Mastercard Contactless เพิ่มความคล่องตัวในการใช้จ่ายโดยไม่ต้องเสียบ / รูดบัตรที่เครื่องอ่านบัตร

ส่วนลดร้านค้าบริการตามรอบ
   ส่วนลดทั่วไป                    ดูรายละเอียด
   ส่วนลดเพิ่มเติมเฉพาะบัตร     คะแนนสะสม - ของกำนัล
   คะแนนสะสม                   25 บาท เท่ากับ 1 คะแนน KTC FOREVER
   อายุคะแนนสะสม             ไม่มีหมดอายุ
   ของกำนัลคะแนนสะสม      ไม่มีรายการคะแนนสะสม

ค่าธรรมเนียมแรกเข้า
   บัตรหลัก    ฟรีไม่มีเงื่อนไข
   บัตรเสริม    ฟรีไม่มีเงื่อนไข

ค่าธรรมเนียมรายปี
   บัตรหลัก     ฟรีไม่มีเงื่อนไข
   บัตรเสริม    ฟรีมีเงื่อนไข (บัตรเสริมใบที่ 1-2 ฟรีตลอดชีพ บัตรเสริมใบที่ 3 ขึ้นไป จ่ายค่าธรรมเนียม 500 บาท/บัตร/ปี)

คุณสมบัติผู้สมัคร
   ผู้มีสิทธิ์สมัคร    บุคคลทั่วไป
   อายุ              บัตรหลัก ตั้งแต่ 20 ปี, บัตรเสริม 15 - 80 ปี
   รายได้ขั้นต่ำ     15,000 บ./เดือน

   เงื่อนไขอื่นที่สำคัญ
สำหรับผู้สมัครบัตรหลัก
รายได้ 50,000 บาท / เดือน ขึ้นไป (สำหรับชาวต่างชาติ)

สำหรับผู้สมัครบัตรเสริม

อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ต้องมีหนังสือยินยอมจากบิดา/ มารดา/ ผู้แทนโดยชอบธรรม เว้นแต่เป็นบุตรของผู้ถือบัตรหลัก
แนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของทั้งบัตรหลักและบัตรเสริมพร้อมใบสมัคร และสำเนาทะเบียน บ้านของบัตรเสริม
เอกสารการสมัคร
ผู้มีรายได้ประจำ/ พนักงานบริษัท/ ข้าราชการ

สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่ยังไม่หมดอายุ/ สำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการหรือรัฐวิสาหกิจ/ สำเนา Passport พร้อมสำเนาทะเบียนบ้าน
สำเนา Passport และ Work Permit ตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป (สำหรับชาวต่างประเทศที่ทำงาน/ ประกอบธุรกิจ ในประเทศไทย)
เอกสารแสดงรายได้ เช่น หนังสือรับรองเงินเดือน/ สลิปเงินเดือน/ หนังสือรับรองการหักภาษีณที่จ่าย ทวิ 50
สำเนาบัญชีธนาคารที่เป็นบัญชีเงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน พร้อมหน้าสมุดที่ระบุชื่อและเลขที่บัญชี

เจ้าของกิจการ/ อาชีพอิสระ

สำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนา Passport
สำเนาบัญชีธนาคารในนามส่วนตัวผู้สมัครย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดที่ระบุชื่อและเลขที่บัญชี
สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนหรือทะเบียนการค้า (ถ้ามี)
สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (ถ้ามี)

8
อาการของโรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน (Acute bronchitis)

หลอดลมอักเสบ* หมายถึง การอักเสบของเยื่อบุผิวภายในหลอดลม

หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน เป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทุกวัย มักพบหลังเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้น และกลุ่มคนที่สูบบุหรี่หรือสัมผัสถูกสิ่งระคายเคือง (ฝุ่น ควัน ) ส่วนใหญ่มักจะหายได้เอง และไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง

หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน

*หลอดลมอักเสบ หมายถึง การอักเสบของเยื่อบุผิวภายในหลอดลม ทำให้ต่อมเมือก (mucous gland) โตขึ้นและหลั่งเมือก (เสมหะ) ออกมามากกว่าปกติ อุดกั้นให้ช่องทางเดินหลอดลมแคบลง ส่งผลให้เกิดอาการไอมีเสมหะ บางครั้งอาจมีอาการหอบเหนื่อยร่วมด้วย

สาเหตุ

1. จากการติดเชื้อ ส่วนมากเกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกับที่ก่อให้เกิดไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ และติดต่อแบบเดียวกับไข้หวัด

ส่วนน้อยเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน (เช่น Mycoplasma pneumoniae‚ Clamydia pneumoniae‚ Streptococcus pneumoniae‚ Hemophilus  influenzae‚ Moraxella catarrhalis) ซึ่งมักพบในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ที่สูบบุหรี่หรือสัมผัสถูกสิ่งระคายเคืองหรือมลพิษเป็นประจำ ผู้ที่เป็นโรคหวัดภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบเรื้อรัง หรือมีภาวะปอดอุดกั้นเรื้อรัง

2. จากการถูกสิ่งระคายเคือง ที่พบบ่อย คือการสูบบุหรี่ ซึ่งทำให้ขนอ่อน (cilia) ที่เยื่อบุหลอดลมเคลื่อนไหว (โบกพัดเพื่อปกป้องผิวหลอดลม) น้อยลง เยื่อบุหลอดลมถูกระคายเคือง ทำให้ต่อมเมือกโตขึ้น มีเสมหะมากขึ้น เกิดการติดเชื้อได้ง่าย และฟื้นหายได้หายช้ากว่าปกติ

นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากควัน ไอเสียรถยนต์ ฝุ่นละออง รวมทั้งเกิดจากการระคายเคืองของน้ำย่อย (ซึ่งเป็นกรด) ในผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน

พบได้บ่อยในผู้ที่สูบบุหรี่ หรือทำงานที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสสิ่งระคายเคือง อาจเป็น ๆ หาย ๆ บ่อย และอาจกลายเป็นหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ

อาการ

ที่สำคัญคือ มีอาการไอบ่อย ระยะแรกจะไอแห้ง ๆ   ใน 2-3 ชั่วโมงถึง 2-3 วัน ต่อมาจะเริ่มมีเสมหะเล็กน้อย เป็นเสมหะใส แล้วต่อมาเสมหะจะมีปริมาณมากขึ้น มีลักษณะเป็นสีขาว

ผู้ป่วยมักมีอาการเป็นไข้หวัด เจ็บคอนำมาก่อนที่จะเกิดอาการไอ บางรายอาจไม่มีอาการเหล่านี้นำมาก่อนก็ได้

ผู้ป่วยอาจไม่มีไข้หรือมีไข้ต่ำ ๆ อยู่นาน 3-5 วัน บางรายอาจมีอาการน้ำมูกไหล เจ็บคอเล็กน้อย ปวดศีรษะเล็กน้อย เสียงแหบ แน่นหน้าอก อ่อนเพลีย หรือรู้สึกหายใจหอบเหนื่อยเล็กน้อยร่วมด้วย

อาการมักจะทุเลาใน 7-10 วัน และหายภายใน 3 สัปดาห์ แต่บางรายอาจมีอาการไอต่อเนื่อง อาจนานถึง 8-12 สัปดาห์ โดยที่สุขภาพทั่วไปแข็งแรงดี

ผู้ป่วยมักมีอาการไอมากเวลาล้มตัวลงนอนตอนกลางคืน (จนอาจทำให้นอนไม่พอ) หรือหลังตื่นนอนตอนเช้า หรือเวลาสัมผัสถูกสิ่งระคายเคืองต่อทางเดินหายใจ (เช่น ความเย็น ฝุ่น ควัน ลมจากพัดลม/เครื่องปรับอากาศ) ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บคอหรือเจ็บหน้าอกเวลาไอแรง ๆ หรืออาจมีอาการอาเจียนจากการไอ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก)

ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ผู้ป่วยจะมีอาการไอมีเสมหะที่มีลักษณะข้นและหนาตัวขึ้น สีเสมหะเปลี่ยนจากขาวเป็นเหลืองหรือเขียว มีไข้สูง อ่อนเพลียมาก ปวดเมื่อยตามตัว เจ็บหน้าอกเวลาหายใจ รู้สึกเหนื่อยหอบ หรือหายใจมีเสียงดังวี้ด

ภาวะแทรกซ้อน

ที่สำคัญคือ ปอดอักเสบ ซึ่งมีโอกาสพบได้น้อยกว่าร้อยละ 5 ของผู้ป่วย พบได้บ่อยในทารก ผู้สูงอายุ ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือมีโรคปอดเรื้อรัง (เช่น หืด ถุงลมปอดโป่งพอง) อยู่ก่อน

ในรายที่เป็นซ้ำซาก อาจกลายเป็นหลอดลมอักเสบเรื้อรังและถุงลมปอดโป่งพอง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่สูบบุหรี่) และหลอดลมพอง

บางรายอาจมีอาการไอเป็นเลือด

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกายเป็นหลัก

การตรวจร่างกาย ในรายที่อาการไม่รุนแรงมักตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติ

บางรายอาจพบไข้ต่ำ ๆ (ประมาณ 38 องศาเซลเซียส) หรือมีน้ำมูก

การใช้เครื่องฟังตรวจปอด อาจได้ยินเสียงหายใจหยาบ (coarse breath sound) หรือมีเสียงอึ๊ด (rhonchi) หรือเสียงกรอบแกรบ (crepitation) บางรายอาจมีเสียงวี้ด (wheezing)

ในบางกรณี เช่น ต้องการวินิจฉัยให้แน่ชัดเกี่ยวกับหลอดลมอักเสบที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือโรคปอดอักเสบแทรกซ้อน แพทย์จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด ตรวจเสมหะ เอกซเรย์ปอด เป็นต้น

การรักษาโดยแพทย์

นอกจากแนะนำการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยแล้ว แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. ให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาระงับการไอ หรือยาขับเสมหะ ยาลดไข้

ถ้าไอมีเสมหะข้นเหนียว ควรหลีกเลี่ยงยาระงับการไอและยาแก้แพ้ อาจทำให้เสมหะเหนียวขับออกยาก หรืออุดกั้นหลอดลมเล็ก ทำให้ปอดบางส่วนแฟบได้

2. ถ้ามีเสียงวี้ดร่วมด้วย ให้ยาขยายหลอดลม (เช่น ยากลุ่มกระตุ้นบีตา 2) สูดหรือกิน

3. ยาปฏิชีวนะไม่มีความจำเป็น เนื่องจากส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งมักหายได้เอง ยาปฏิชีวนะนอกจากไม่ได้ฆ่าเชื้อไวรัสแล้ว ยังอาจเกิดผลข้างเคียงหลายอย่างตามมาได้

แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะเฉพาะสำหรับผู้ที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เช่น พบว่าเสมหะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นข้นเหลืองหรือเขียว มีไข้สูง และมีอาการอ่อนเพลียหรือปวดเมื่อยตามตัวมาก หรือ ตรวจเลือดหรือเสมหะพบว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย ยาปฏิชีวนะที่ใช้ เช่น อะม็อกซีซิลลิน, โคอะม็อกซิคลาฟ, อีริโทรไมซิน, ร็อกซิโทรไมชิน, ดอกซีไซคลีน หรือโคไตรม็อกซาโซล นาน 7-10 วัน

4. ถ้าผู้ป่วยยังมีเสมหะข้นเหลืองหรือเขียวหลังให้ยาปฏิชีวนะ 1 สัปดาห์ หรือยังรู้สึกหอบเหนื่อยหลังให้ยาขยายหลอดลม 3 วัน, สงสัยมีปอดอักเสบแทรกซ้อน (ไข้สูง หายใจหอบ),  มีไข้นานเกิน 1 สัปดาห์, น้ำหนักลด, ไอออกเป็นเลือด หรือมีอาการกำเริบมากกว่า 3 ครั้งต่อปี แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะ บางรายแพทย์อาจใช้กล้องส่องตรวจหลอดลม (bronchoscopy) และให้การรักษาตามสาเหตุ

ถ้าพบว่ามีสาเหตุจากโรคกรดไหลย้อน ก็ให้ยาลดการสร้างกรด และแนะนำการปฏิบัติตัวต่าง ๆ

ผลการรักษา ส่วนใหญ่มักจะหายได้โดยการรักษาตามอาการ ส่วนน้อยที่ต้องให้ยาปฏิชีวนะ และน้อยรายที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงตามมา

การดูแลตนเอง

1. ถ้ามีอาการไอ มีเสมหะใสหรือเป็นสีขาว โดยยังรู้สึกแข็งแรงดี (กินได้ ทำงานได้) ซึ่งมั่นใจว่าเป็นหลอดลมอักเสบเฉียบพลันที่ไม่รุนแรง ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    พักผ่อน นอนหลับให้เพียงพอ
    ดื่มน้ำมาก ๆ วันละประมาณ 8-12 แก้ว (2-3 ลิตร) เพื่อช่วยให้เสมหะออกได้ง่ายขึ้น ควรหลีกเลี่ยงน้ำเย็นหรือน้ำใส่น้ำแข็ง
    งดสูบบุหรี่
    หลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคือง ความเย็น น้ำแข็ง ของทอด ของมันๆ ฝุ่น ควัน ลม อากาศเสีย เป็นต้น
    ถ้าไอเล็กน้อยให้จิบน้ำอุ่น ๆ น้ำมะนาว หรือน้ำขิงอุ่นๆบ่อย ๆ ถ้าไอมากจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว (ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี) หรือยาแก้ไอมะขามป้อม หรืออมยาอมมะแว้ง (ยกเว้นเด็กเล็ก)
    ถ้ามีไข้ กินยาลดไข้-พาราเซตามอล
    หลีกเลี่ยงการกินยาแก้หวัดแก้แพ้ (เช่น คลอร์เฟนิรามีน) เพราะอาจทำให้เสมหะเหนียวขับออกยาก ทำให้ไอมากขึ้นได้
    ควรปรึกษาแพทย์
    - ถ้ามีไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส
    - ไอมีเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว หรือไอเป็นเลือด
    - หายใจหอบ/มีเสียงวี้ด หรือเจ็บหน้าอกมาก
    - อ่อนเพลียมาก เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักลด
    - ไอมากจนทำให้นอนไม่ได้
    - ดูแลรักษาตนเอง 2 สัปดาห์แล้วอาการไอยังไม่ทุเลา
    - มีความวิตกกังวล หรือไม่มั่นใจที่จะดูแลตนเอง

2. ถ้าสงสัยว่ามีอาการรุนแรง หรือไม่มั่นใจที่ดูแลตนเองตั้งแต่แรก ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน ควรดูแลตนเองดังนี้

    กินยาตามและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามการรักษาตามที่แพทย์นัด
    ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้
    - หายใจหอบ หรือเจ็บหน้าอกมาก
    - ไอเป็นเลือด หรือน้ำหนักลด
    - มีอาการไข้นานเกิน 4 วัน ไอมีเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว หรือไอนานเกิน 3 สัปดาห์
    - ในกรณีที่แพทย์ให้กินยาปฏิชีวนะ ถ้ากินไป 4 วันแล้วยังไม่ทุเลา หรือทำยาหาย
    - มีอาการที่สงสัยว่าแพ้ยา เช่น ลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ

การป้องกัน

    หาทางป้องกันไม่ให้เป็นไข้หวัด/ไข้หวัดใหญ่ ด้วยการหมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อเข้าไปในสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัด/ไข้หวัดใหญ่
    ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
    ไม่สูบบุหรี่
    หลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคือง เช่น ควัน ไอเสียรถยนต์ ฝุ่นละออง เป็นต้น
    ในรายที่เกิดจากโรคกรดไหลย้อน ควรดูแลรักษาโรคนี้ไม่ให้กำเริบบ่อย (ดู "โรคกรดไหลย้อน")

ข้อแนะนำ

1. โรคนี้มักเป็นหลังจากเป็นไข้หวัด/ไข้หวัดใหญ่ มักมีอาการเล็กน้อย และหายได้เองภายใน 3 สัปดาห์ ผู้ป่วยสามารถดูแลรักษาตนเองได้ ด้วยการบรรเทาอาการไอเป็นสำคัญ แต่ถ้ามีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย หรือมีอาการไอนานเกิน 3 สัปดาห์ ก็ควรไปพบแพทย์

2. ผู้ป่วยบางรายอาจไอโครก ๆ อยู่นานเป็นสัปดาห์ ๆ ลักษณะไอแห้ง ๆ หรือมีเสมหะเล็กน้อยเป็นสีขาว ทั้งนี้เนื่องจากเยื่อบุหลอดลมถูกทำลายจากการอักเสบ ทำให้ไวต่อสิ่งกระตุ้น (เช่น บุหรี่ ควัน ฝุ่น ลม ความเย็น สิ่งระคายเคืองต่าง ๆ) และมีอาการไอระคายคอทันทีเมื่อสัมผัสถูกสิ่งกระตุ้น

เยื่อบุหลอดลมจะค่อย ๆ ฟื้นตัว กว่าจะแข็งแรงเต็มที่ใช้เวลานานหลายสัปดาห์ ผู้ป่วยมักจะมีสุขภาพทั่วไปแข็งแรงดี ควรให้การดูแลโดยการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ ให้ยาแก้ไอบรรเทาเป็นครั้งคราว (ซึ่งไม่ได้ทำให้อาการไอหายเร็ว) แล้วรอเวลาให้หายตามธรรมชาติ ซึ่งแต่ละคนอาจมีระยะเวลาแตกต่างกันไป โดยทั่วไปอาจใช้เวลานาน 7-8 สัปดาห์ บางรายอาจนานถึง 12 สัปดาห์

แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น มีไข้เรื้อรัง น้ำหนักลด หอบเหนื่อย ไอออกมาเป็นเลือด ไอรุนแรง หรือมีความวิตกกังวล ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

ในรายที่ตรวจไม่พบสาเหตุอื่น และมีอาการไอรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาไอพราโทรเพียมโบรไมด์ชนิดสูด อาจช่วยให้ทุเลาได้

3. ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 หรือมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยโรคนี้ หากมีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ (เช่น ไข้ เจ็บคอ เสียงแหบ น้ำมูกไหล ไอ ท้องเดิน หายใจเหนื่อยหอบ) หรือทำการตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจแอนติเจน (ATK) ด้วยตนเองให้ผลเป็นบวก ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

9
จัดฟันบางนา: อายุที่เหมาะสม ในการจัดฟันแบบใส invisalign !

การจัดฟันแบบใส ถือเป็นการจัดฟันรูปแบบที่ใช้นวัตกรรมรูปแบบใหม่ของอเมริกา และเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน การจัดฟันแบบใส invisalign เป็นการจัดฟันที่ออกแบบด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบ 3D ที่มองเห็นการเคลื่อนตัวของฟันไปในตำแหน่งที่ต้องการ ให้อยู่ในช่วงเวลาที่ทันตแพทย์ได้กำหนดไว้ ผู้เข้ารับการรักษาจะสามารถมองเห็นการเคลื่อนตัวของฟันและการวางแผนได้ก่อนเข้ารับการรักษา

การจัดฟันแบบใส invisalign สามารถเข้ารับการจัดฟันได้ทุกช่วงอายุ ตั้งแต่กลุ่มวัยรุ่นไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ที่มีฟันกรามครบสมบูรณ์แล้ว นอกจากนี้ผู้เข้ารับการจัดฟันแบบใส ต้องดูแลสุขภาพช่องปากให้ดี สำหรับการจัดฟันแบบใส invisalign จะรู้สึกระคายเคืองในช่วง 2-3 วันแรกหลังจากทำการจัดฟัน และอาการระคายเคืองจะหายไปเอง เมื่อฟันเข้าที่ดีแล้ว

หากสนใจเข้ารับการจัดฟันแบบใส invisalign ทางคลีนิคเรามีทีมทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจัดฟัน สามารถให้คำปรึกษาและคำแนะนำเรื่องการจัดฟันแบบใส invisalign ได้ฟรี กับทีมทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการจัดฟัน มีประสบการณ์อย่างยาวนาน และที่สำคัญได้รับการรับรองจากอเมริกาให้ทำการจัดฟันแบบใส invisalignได้ รวมไปถึงการบริการที่ประทับใจจากคลีนิคด้วย

ข้อดี ในการจัดฟันแบบใส invisalign

การจัดฟันนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่ว่าจะจัดฟันในรูปแบบใดก็มักจะมีข้อจำกัดในการรักษาเสมอ การจัดฟันแบบใส invisalign ก็เช่นเดียวกัน แต่ข้อดีก็มีเยอะ เพราะการจัดฟันแบบใส invisalign ในปัจจุบันเป็นที่นิยมมาก เพราะสามารถถอดเครื่องมือออกได้ สามารถรับประทานอาหาร พูดคุย เข้าสังคมได้เป็นปกติ โดยไม่มีอุปสรรคใดๆ อีกทั้งยังสามารถรับประทานอาหารได้อย่างหลากหลาย โดยไม่ต้องคำนึงว่าเครื่องมือจะหลุด หรือจะให้เกิดการระคายเคืองในช่องปากอีกด้วย

นอกจากนี้ การจัดฟันแบบใส invisalign ยังช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพฟันที่ทำให้ฟันบีบตัวหรือขยายออกจากกันอีกด้วย ให้ความสะดวกสบายกว่าการจัดฟันแบบใส่เหล็กจัดฟัน เพราะเครื่องมือถูกออกแบบมาไม่ให้บาดเหงือก ทำให้รู้สึกมั่นใจ เวลาพูดคุย หรือยิ้ม เพราะเครื่องมือเป้นแบบใส ซึ่งจะมองเห็นได้ยาก ไม่ก่อให้เกิดปัญหาเหงือกร่น และรากฟันละลายอีกด้วย และมีความเจ็บปวดที่น้อยกว่าการจัดฟันแบบอื่น

ทั้งนี้ทางคลีนิคเรามีทีมทันตแพทย์ที่จะออกแบบและวางแผนการรักษาด้วยดปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะออกแบบมาเฉพาะบุคคล ทันตแพทย์มีความเชี่ยวชาญและได้รับการรองรับ มีประสบการณ์ในการจัดฟันแบบใส invisalign จึงทำให้มั่นใจได้ว่า ผลการรักษาจะประสบความสำเร็จ 100 % ซึ่งหากจะเข้ารับการจัดฟันแบบใส ทันตแพทย์และเจ้าหน้าที่ของทางคลีนิคเราให้คำปรึกษาและคำแนะนำได้อย่างเต็มที่

10
ชุดปฏิบัติธรรม ชุดแม่ชี เราเป็น โรงงานผลิตโดยตรง
ตัดเย็บปราณีต ทรงสวย เรียบหรู ดูสง่างดงาม
ผลิตจาก ผ้าฝ้ายแท้ 100% เกรดพรีเมียม

ชุดปฏิบัติธรรม ชุดขาวไปวัด ชุดแม่ชี
– ราคาแยกรายชิ้น –
ทอย้อมจากโรงงานอุตสาหกรรมชั้นดี
พร้อมส่งทุกไซส์
(กรณีสั่งตัดไซส์พิเศษ รอผลิต 7-10 วัน)
จัดส่งฟรี‼ เมื่อลูกค้าโอนชำระ
มีบริการเก็บเงินปลายทาง (+ตัวละ 10.-)

รับตัดชุดขาวไซส์ใหญ่พิเศษ
หมดกังวล หาไซส์ไม่ได้ ทางร้านเป็นโรงงานผลิตโดยตรง
สามารถสั่งตัดชุดได้ตามความต้องการ รอผลิต 7-10 วันทำการ

ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ

สัมผัสประสบการณ์ใหม่
จากผ้าฝ้ายแท้ 100%
 นุ่มสบาย ไม่ร้อน ไม่ระคายคือง
ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การคัดสรรเนื้อผ้า
การตัดเย็บ รวมไปถึงการจัดส่งแบบปกติ
และจัดส่งเร่งด่วน (Kerry EMS Grab)

ชุดขาวปฎิบัติธรรม ชุดขาวหญิง ชุดแม่ชี คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด

ชุดปฎิบัติธรรมชาย คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด


ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ



11
วิธีสร้างรายได้พิเศษจากการขายอาหารริมทางเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่น่าสนใจ ใช้เงินลงทุนไม่สูง

การขายอาหารริมทางเป็นวิธีที่ดีเยี่ยมในการสร้างรายได้พิเศษ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเสริมหรือธุรกิจเต็มเวลา ด้วยความต้องการอาหารที่สะดวกและอร่อยที่เพิ่มมากขึ้น อาหารริมทางจึงกลายเป็นโอกาสที่ทำกำไรได้สำหรับผู้ประกอบการ การหารายได้เสริมจากการขายอาหารสตรีทฟู้ดเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่น่าสนใจ เพราะใช้เงินลงทุนไม่สูงมากและหากมีทำเลที่ดีและรสชาติอร่อย ก็สามารถสร้างรายได้งาม ๆ ได้เลย

ต่อไปนี้คือขั้นตอนสำคัญบางประการในการเริ่มต้นและประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้

1. เลือกอาหารที่เหมาะสมที่จะขาย
การเลือกประเภทอาหารที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ พิจารณาอาหารยอดนิยมและทำง่าย เช่น เสียบไม้ย่าง ของทอด อาหารเส้น หรืออาหารพิเศษประจำท้องถิ่น เน้นที่อาหารที่เป็นที่ต้องการในพื้นที่ของคุณและสอดคล้องกับทักษะการทำอาหารและงบประมาณของคุณ

2. ทำความเข้าใจกฎระเบียบในท้องถิ่น
ก่อนเริ่มต้น ตรวจสอบกฎหมายและกฎระเบียบในท้องถิ่นเกี่ยวกับการขายอาหารริมทาง ขอใบอนุญาตที่จำเป็น ใบรับรองความปลอดภัยด้านอาหาร และใบอนุญาตเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย

3. ค้นหาทำเลที่เหมาะสม
พื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่นเพิ่มโอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จ พิจารณาสถานที่ใกล้กับสำนักงาน โรงเรียน ตลาด หรือสถานที่จัดงานที่ผู้คนเดินผ่านไปมาบ่อยๆ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพื้นที่ที่คุณเลือกได้รับอนุญาตให้ติดตั้งได้

4. ลงทุนในอุปกรณ์และส่วนผสม
ซื้ออุปกรณ์ทำอาหาร เครื่องมือ และภาชนะจัดเก็บที่จำเป็น รักษาส่วนผสมที่มีคุณภาพสูงเพื่อให้แน่ใจว่าอาหารที่อร่อยและปลอดภัย การมีแผงขายอาหารที่สะอาดและเป็นระเบียบสามารถดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น

5. กำหนดราคาที่สามารถแข่งขันได้
ราคาของคุณควรสมเหตุสมผลและสามารถแข่งขันได้ พิจารณาต้นทุนของส่วนผสม เวลาในการเตรียม และราคาของคู่แข่ง การเสนออาหารชุดหรือส่วนลดสำหรับการสั่งซื้อจำนวนมากสามารถช่วยเพิ่มยอดขายได้

6. โปรโมตธุรกิจของคุณ
ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Instagram และ TikTok เพื่อจัดแสดงอาหารของคุณและดึงดูดลูกค้า โพสต์ที่น่าสนใจ รูปภาพที่น่าดึงดูด และโปรโมชั่นสามารถช่วยกระจายข่าวเกี่ยวกับธุรกิจของคุณได้

7. เน้นที่สุขอนามัยและการบริการลูกค้า
แผงขายที่สะอาดและถูกสุขอนามัยช่วยเพิ่มความไว้วางใจของลูกค้า สวมถุงมือ ใช้ส่วนผสมสด และรักษาความสะอาดในการเตรียมอาหาร นอกจากนี้ บริการที่เป็นมิตรและรวดเร็วสามารถช่วยสร้างฐานลูกค้าที่ภักดีได้

8. นำเสนออาหารที่เป็นเอกลักษณ์และมีคุณภาพสูง
หากต้องการโดดเด่นกว่าคู่แข่ง ให้พิจารณานำเสนออาหารที่มีรสชาติเฉพาะตัว อาหารฟิวชั่น หรือทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ การให้บริการอาหารที่มีคุณภาพสูงอย่างสม่ำเสมอจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ

9. ขยายธุรกิจของคุณ
เมื่อคุณสร้างฐานลูกค้าที่มั่นคงได้แล้ว ให้พิจารณาขยายธุรกิจโดยเสนอบริการจัดส่ง จัดเลี้ยง หรือเปิดสาขาหลายแห่ง การเป็นพันธมิตรกับแอปจัดส่งอาหารยังช่วยเพิ่มยอดขายได้อีกด้วย

การเริ่มต้นธุรกิจอาหารริมทางต้องใช้ความพยายาม ความทุ่มเท และความคิดสร้างสรรค์ คุณสามารถเปลี่ยนความหลงใหลในการทำอาหารให้กลายเป็นแหล่งรายได้ที่ประสบความสำเร็จได้ โดยการเลือกอาหารที่เหมาะสม ปฏิบัติตามกฎระเบียบ รักษาความสะอาด และส่งเสริมการขายอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการขายอาหารริมทางแบบพาร์ทไทม์หรือฟูลไทม์ การขายอาหารริมทางสามารถเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนและทำกำไรได้


12
บ้านเดี่ยว พรรณนา ทวีวัฒนา (Pannana Thawi Watthana)
เริ่มต้น 18 ลบ. - 25 ลบ. 

พรรณนา ทวีวัฒนา (Pannana Thawi Watthana)
พรรณนา ทวีวัฒนา บ้านเดี่ยวโครงการใหม่จาก พรีบิลท์ ดีเวลลอปเมนท์ โครงการบ้านเดี่ยว 2 ชั้น สไตล์ Modern Classic มาพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน

รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ             พรรณนา ทวีวัฒนา (Pannana Thawi Watthana)
 เจ้าของโครงการ        พรีบิลท์
 ราคา                     เริ่มต้น 18 ลบ. - 25 ลบ.

 ประเภทบ้าน           บ้านเดี่ยว
 ลักษณะทำเล          บ้านใกล้เมือง
 พื้นที่โครงการ          20 ไร่ 2 งาน 84 ตร.ว.
 จำนวนบ้าน             52 หลัง
 แบบบ้านทั้งหมด      โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
  เนื้อที่บ้าน             ตั้งแต่ 100 ถึง 140 ตร.ว.
 พื้นที่ใช้สอย            ตั้งแต่ 320 ถึง 414 ตร.ม.
 จำนวนชั้น             2 ชั้น
 หน้ากว้าง             โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนห้องนอน         4 ห้อง
 จำนวนที่จอดรถ          3 คัน
 สาธารณูปโภค

สถานที่ใกล้เคียง
 โซน            บางแค, ตลิ่งชัน, ทวีวัฒนา, ภาษีเจริญ
 ที่ตั้ง            ถนน ทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก แขวงทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร

 ขนส่งสาธารณะ
ใกล้ทางด่วน (ทางด่วนศรีรัช)
ใกล้ถนนสายหลัก (ถนนบรมราชชนนี, ถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4)

 สถานที่สำคัญใกล้เคียง           โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ปีที่สร้างเสร็จ                       โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ

13
ปลล่อยรถราคาพิเศษ Toyota Hilux Revo D-Cab 2.4 Entry Z Edition โปรโมชั่นพิเศษ

โตโยต้า Toyota Revo Double Cab Z-Edition 4x2 2.4 Entry AT ปี 2022
Toyota Hilux Revo Double Cab Z Edition 4x2 2.4 Entry AT สำหรับรถกระบะตัวเตี้ย มีความหลากหลายในการใช้งาน ที่เหมาะสำหรับทั้งใช้ในชีวิตประจำวัน หรือทำธุรกิจ งานบรรทุก การค้าขายปลีก-ส่ง ซึ่งสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ครบถ้วน โดยที่ผ่านมามีกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นที่ต้องการมีรถยนต์เป็นคันแรก โตโยต้าได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ ด้วย “Z-Edition ตัวเตี้ยหน้าหล่อ” ที่มีดีไซน์ที่โดนใจ เสริมทัพด้วยการจัดกิจกรรม “Racing Mania” ที่เป็นการรวมกลุ่มทำกิจกรรมของผู้ที่หลงใหลการแต่งรถ ให้มาแลกเปลี่ยนไอเดียกัน เพื่อเป็นการตอกย้ำความสำเร็จและครองความเป็นผู้นำในตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง ได้พัฒนาให้มีรูปลักษณ์ใหม่ที่เท่ห์สะดุดตา ทันสมัย สวยเร้าใจในทุกมุมมอง สำหรับลูกค้าที่ต้องการความแตกต่างและโดดเด่น สามารถตกแต่งเพิ่มได้ตามความต้องการจากร้านรถแต่งชั้นนำ

Toyota Hilux Revo Double Cab Z Edition 4x2 2.4 Entry AT ด้านสมรรถนะมีขุมพลังจากเครื่องยนต์ GD Super Power 2.4 ลิตร ที่ให้การประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์ความบันเทิงในรถ แบบหน้าจอสัมผัส Touchscreen ที่รองรับการใช้งาน Apple CarPlay

หมายเหตุ : รายละเอียดของรถยนตอ์าจมีการเปลี่ยนแปลงภายหลัง

รถผู้บริหาร รถทดลองขับ ไมล์น้อย ราคาและโปรโมชั่นพิเศษ

โปรโมชั่นพิเศษ
ตั้งแต่ 24 มี.ค. - 31 มี.ค. 2568
ส่วนลดจากป้ายแดง 100,000 บาท

ราคาพิเศษ 574,000 บาท

สนใจสอบถา มรายละเอียดกดลิ้ง https://www.checkraka.com/flashdeal/car

รายละเอียดเบื้องต้น
   แบรนด์                 Toyota
   รุ่น                       โตโยต้า Toyota Revo Double Cab Z-Edition 4x2 2.4 Entry AT ปี 2022
   ประเภทรถ              รถกระบะ 4 ประตู
   ปีที่เปิดตัว               2022




14
หมอประจำบ้าน: ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids)

ริดสีดวงทวาร เป็นภาวะที่หลอดเลือดดำที่มีอยู่ตามธรรมชาติของคนทั่วไปในบริเวณปลายลำไส้ใหญ่ (ไส้ตรง) และทวารหนักเกิดการบวม และโป่งพอง เป็นก้อน เรียกว่า "หัวริดสีดวง" แล้วมีการปริแตกของผนังหลอดเลือดขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ ทำให้มีเลือดออกเป็นครั้งคราว

ริดสีดวงทวารมีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่

1. ริดสีดวงภายนอก (external hemorrhoid) เกิดขึ้นตรงปากทวารหนัก จากที่หลอดเลือดใต้ผิวหนังเกิดการโป่งพอง ซึ่งมองเห็นจากภายนอกและสามารถคลำได้

2. ริดสีดวงภายใน (internal hemorrhoid) เกิดตรงบริเวณที่อยู่ลึกขึ้นไปในทวารหนัก จากที่หลอดเลือดบริเวณนั้นเกิดการโป่งพอง ซึ่งมักมองไม่เห็นจากภายนอกและคลำไม่ได้ จะตรวจพบเมื่อใช้กล้องส่องตรวจ หรือพบในระยะที่มีหัวริดสีดวงยื่นออกมานอกทวารหนัก

ริดสีดวงภายในแบ่งได้เป็น 4 ระยะ ได้แก่

    ระยะที่ 1 หัวริดสีดวงหลบอยู่ภายใน ไม่ยื่นออกมานอกทวารหนัก อาจมีเพียงอาการเลือดออกสด ๆ ขณะถ่ายอุจจาระ
    ระยะที่ 2 หัวริดสีดวงยื่นออกมานอกทวารหนักขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ และเลื่อนกลับเข้าไปได้เองเมื่อหยุดเบ่งถ่าย หรือหลังถ่ายอุจจาระเสร็จ
    ระยะที่ 3 หัวริดสีดวงยื่นออกมานอกทวารหนักขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ และไม่เลื่อนกลับเข้าไปได้เองหลังถ่ายอุจจาระ ต้องใช้มือดันกลับเข้าไป
    ระยะที่ 4 หัวริดสีดวงยื่นย้อยออกมานอกทวารหนักตลอดเวลา ไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้ และอาจรู้สึกปวด

ริดสีดวงทวาร อาจพบเป็นเพียงหัวเดียวหรือหลายหัวก็ได้ และอาจเป็นริดสีดวงทวารภายนอกร่วมกับริดสีดวงทวารภายในก็ได้

โรคนี้พบได้บ่อยในคนทั่วไป พบเป็นสาเหตุอันดับแรก ๆ ของอาการถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสด และเมื่อยิ่งมีอายุมากขึ้นจะยิ่งพบได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพบได้บ่อยในคนอายุมากกว่า 50 ปี เนื่องจากเนื้อเยื่อบริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลายเริ่มอ่อนแอและมีการยืดตัว

โดยทั่วไปจะไม่ค่อยมีอาการรุนแรงหรืออันตราย แต่อาจเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง น่ารำคาญ หรือทำให้วิตกกังวล โดยมากมักจะมีอาการเวลาท้องผูก หรือท้องเดินบ่อยครั้ง

สาเหตุ

โรคนี้เกิดจากเครือข่ายของหลอดเลือดเฮมอร์รอยด์ (hemorrhoidal plexus) ที่บริเวณผนังของไส้ตรง (rectum) ส่วนล่าง และทวารหนัก (anus) เกิดการบวมหรือโป่งพอง เนื่องจากมีภาวะความดันสูงในหลอดเลือดดำ (ของเครือข่ายหลอดเลือดดังกล่าว) จากเหตุปัจจัยต่าง ๆ อาทิ

    การเบ่งถ่ายอุจจาระหรือนั่งถ่ายอุจจาระนาน ๆ 
    อาการท้องผูก หรือท้องเดินเรื้อรัง
    การนั่งนาน ๆ หรือยกของหนัก
    การกินอาหารที่มีกากใยน้อย
    การขาดการออกกำลังกาย
    การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
    น้ำหนักมาก หรือภาวะอ้วน
    ภาวะตั้งครรภ์
    ไอเรื้อรัง

นอกจากนี้ ยังอาจพบร่วมกับโรคในช่องท้อง เช่น ตับแข็ง (ทำให้มีภาวะความดันในหลอดเลือดดำตับสูง ซึ่งส่งผลกระทบมาที่หลอดเลือดดำที่ทวารหนัก) โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (inflammatory bowel disease) ก้อนเนื้องอกในท้อง (เช่น เนื้องอกมดลูก เนื้องอกหรือถุงน้ำรังไข่) ท้องมาน (ภาวะท้องบวมน้ำ) มะเร็งลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมากโต เป็นต้น

บางคนอาจมีประวัติว่ามีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคนี้

บางคนอาจเกิดโรคนี้โดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจนก็ได้

อาการ

ส่วนมากจะมีอาการเลือดออกทางทวารหนัก เป็นเลือดแดงสด เกิดขึ้นขณะเบ่งถ่ายหรือหลังถ่ายอุจจาระ อาจสังเกตมีเลือดเปื้อนกระดาษชำระ หรือเคลือบที่ผิวอุจจาระ หรือมีเลือดไหลออกเป็นหยดลงโถส้วม เลือดที่ออกจะไม่ปะปนกับอุจจาระและไม่มีมูกร่วมด้วย แต่ละครั้งเลือดออกไม่มากและหยุดได้เอง โดยไม่มีอาการเจ็บปวด เมื่อถ่ายครั้งใหม่ก็จะมีเลือดออกได้อีก ส่วนใหญ่มักมีอาการถ่ายเป็นเลือดอยู่ 2-3 วัน แล้วหายไปเอง

สำหรับริดสีดวงทวารภายนอก อาจมีอาการระคายเคืองหรือคันรอบ ๆ ปากทวารหนัก หรืออาจคลำพบติ่งเนื้อนิ่ม ๆ ที่ขอบทวารหนัก ในรายที่มีลิ่มเลือดอุดตันแทรกซ้อนจะมีอาการปวดรุนแรง และคลำได้ก้อนแข็งที่บริเวณทวารหนัก

สำหรับริดสีดวงทวารภายใน ในระยะแรกมักตรวจไม่พบหัวริดสีดวง ต่อเมื่อเป็นระยะที่มีหัวริดสีดวงยื่นออกมานอกทวารหนัก จะพบว่ามีก้อนเนื้อนิ่ม ๆ ยื่นออกมานอกขอบทวารหนักขณะถ่ายอุจจาระ ซึ่งมักเลื่อนกลับเข้าไปได้เองเมื่อหยุดเบ่งถ่าย หรือใช้มือดันกลับเข้าไปได้ แต่ถ้ายื่นออกมานอกทวารหนักตลอดเวลา ไม่สามารถเลื่อนกลับเข้าไปได้ อาจทำให้รู้สึกปวด 

ถ้ามีเลือดออกมากหรือเรื้อรัง อาจมีอาการอ่อนเพลียและซีดได้


ภาวะแทรกซ้อน

ส่วนใหญ่แม้ว่าจะมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ บ่อย แต่มักไม่มีภาวะแทรกซ้อน

ในรายที่ปล่อยให้มีอาการเรื้อรัง อาจมีการเสียเลือดเรื้อรัง เกิดภาวะโลหิตจางจากภาวะขาดธาตุเหล็กได้

นอกจากนี้ ในรายที่เป็นริดสีดวงภายในระยะรุนแรง หัวริดสีดวงอาจยื่นออกมาย้อยที่ปากทวารหนัก ถูกกล้ามเนื้อหูรูดบีบรัด ทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยง เรียกว่า "ริดสีดวงชนิดถูกบีบรัด (strangulated hemorrhoid)" มีอาการเกิดก้อนเจ็บที่ขอบทวารหนัก ซึ่งก้อนจะโตขึ้นเร็วใน 24 ชั่วโมงแรก และรู้สึกเจ็บมากในระยะ 5-7 วันแรก มักมีน้ำเมือกและเลือดซึม และถ่ายลำบาก อาการจะค่อยทุเลา หายเป็นปกติประมาณ 2 สัปดาห์ไปแล้ว ผู้ป่วยอาจมีประวัติว่าเคยเป็นริดสีดวงมาก่อนหรือไม่ก็ได้

ส่วนโรคริดสีดวงภายนอก อาจเกิดลิ่มเลือดขึ้นในหัวริดสีดวง เรียกว่า "ริดสีดวงทวารชนิดมีลิ่มเลือดอุดตัน (thrombosed hemorrhoid)" ทำให้ริดสีดวงเกิดการอักเสบ บวม มีอาการปวดรุนแรงขณะนั่ง เดิน และถ่ายอุจจาระ และคลำได้ก้อนแข็งที่บริเวณทวารหนัก ผู้ป่วยจะมีอาการปวดมากใน 24-48 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นลิ่มเลือดจะค่อย ๆ ถูกดูดซึมไป อาการจะค่อย ๆ ทุเลา และอาจหายเป็นปกติได้เองภายใน 2-3 สัปดาห์ หลังหายแล้วอาจพบเนื้อเยื่อบริเวณนั้นกลายเป็นติ่งหนัง (skin tag)   

ผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนต้องรีบไปให้แพทย์รักษา


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกาย รวมทั้งการตรวจทวารหนัก

ในรายที่มีอาการเล็กน้อย อาจตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นริดสีดวงทวารภายใน ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในลำไส้ใหญ่

บางรายอาจตรวจพบก้อนหรือติ่งหนัง (skin tag) ที่ขอบทวารหนัก หรือก้อนเนื้อนิ่มที่ยื่นโผล่ออกมาที่ปากทวารหนัก

หากยังวินิจฉัยได้ไม่ชัดเจน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนอายุมากกว่า 40 ปี หรือมีอาการเรื้อรัง) หรือสงสัยมีความผิดปกติอื่นในลำไส้ใหญ่หรือช่องท้อง หรือมีภาวะแทรกซ้อน แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น ใช้กล้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ (anoscopy/proctoscopy/sigmoidoscopy/colonoscopy) ตรวจเลือด อุจจาระ ปัสสาวะ การถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรืออัลตราซาวนด์ เป็นต้น


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. ในรายที่มีอาการเล็กน้อย คือมีเลือดออกเล็กน้อยขณะเบ่งถ่ายหรือหลังถ่ายอุจจาระ ไม่มีอาการเจ็บปวด แนะนำให้ผู้ป่วยสังเกตอาการ เวลาถ่ายอุจจาระพยายามไม่เบ่งแรง และไม่นั่งถ่ายนาน ๆ อย่านั่งนาน ๆ และไม่ยกของหนัก

ถ้าจำเป็นอาจให้การรักษาอาการท้องผูกหรือท้องเดินที่เป็นสาเหตุที่ทำให้อาการกำเริบ

สำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูก แนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวเพื่อให้อุจจาระนุ่มและถ่ายง่าย (ดูหัวข้อ "การดูแลตนเอง" ด้านล่าง)

2. ถ้ามีอาการปวดริดสีดวงทวารเนื่องจากมีการอักเสบ แนะนำให้ผู้ป่วยนั่งแช่ในน้ำอุ่นจัด ๆ (ขนาดร้อนพอทน หรือประมาณ 40 องศาเซลเซียส) วันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15-20 นาที แล้วใช้ผ้านุ่ม ๆ ซับให้แห้ง

ถ้าปวดมากให้ยาแก้ปวด-พาราเซตามอล หรือยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนก) ควรหลีกเลี่ยงยาแก้ปวดที่เข้าสารฝิ่นหรืออนุพันธ์ของฝิ่น เพราะอาจทำให้ท้องผูก นอกจากนี้อาจใช้ยาชาชนิดเจล (ที่มีตัวยา lidocaine) ทาระงับปวด

นอกจากนี้ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาเหน็บริดสีดวงทวาร หรือยาทาที่มีตัวยาสเตียรอยด์ผสมกับยาชา (เช่น ยาที่มีชื่อการค้าว่า "Proctosedyl" "Doproct" "Scheriproct N" ชนิดเหน็บทวาร หรือชนิดขี้ผึ้ง/ครีมสำหรับใช้ทา วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น และหลังถ่ายอุจจาระ) เพื่อลดการอักเสบ บรรเทาอาการปวดและคัน (จะหยุดใช้เมื่ออาการทุเลาแล้ว จะไม่ใช้นานเกิน 1 สัปดาห์ เพราะจะทำให้ผิวบาง)

3. ถ้ามีภาวะซีดจากการเสียเลือดเรื้อรัง ให้ยาบำรุงโลหิต

4. ถ้าหัวริดสีดวงหลุดออกมาข้างนอก แพทย์จะใส่ถุงมือใช้ปลายนิ้วชุบสบู่ให้หล่อลื่น แล้วดันหัวกลับเข้าไป

5. ถ้าริดสีดวงภายนอกมีลิ่มเลือดอุดตัน มีอาการปวดรุนแรง แพทย์จะทำการกรีดเอาลิ่มเลือดออกไป ซึ่งจะช่วยให้ทุเลาปวดได้ทันที (จะได้ผลดีภายใน 72 ชั่วโมงหลังเกิดลิ่มเลือด) หลังจากนั้นแนะนำให้ผู้ป่วยแช่น้ำอุ่นจัด ๆ และใช้ยาทาหรือยาเหน็บริดสีดวงทวาร 

6. ถ้าให้การรักษาดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ผล มีอาการปวดมาก หรือมีเลือดออกเรื้อรัง หรือมีหัวริดสีดวงยื่นออกมานอกทวารหนักบ่อยหรือดันกลับเข้าไปไม่ได้ แพทย์อาจทำการรักษาด้วย "หัตถการที่ไม่ใช่การผ่าตัด" วิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนี้

    การใช้ยางรัด (rubber band ligation) รัดรอบ ๆ หัวริดสีดวงภายใน ทำให้เลือดไปเลี้ยงไม่ได้ หัวริดสีดวงก็จะเหี่ยวแห้งและหลุดออกเองภายใน 1 สัปดาห์ วิธีนี้มีอัตราการหายขาดค่อนข้างสูง แต่อาจมีผลข้างเคียง เช่น อาการปวดถ่วงในทวารหนัก เลือดออก (ไม่มากและหยุดเองได้) หัวริดสีดวงอักเสบ (บวม เจ็บ) และย้อยออกมาได้ 
    การฉีดสารก่อกระด้าง (sclerotherapy) เข้าที่หัวริดสีดวง ทำให้ริดสีดวงฝ่อไป วิธีนี้ใช้ได้ผลดี เหมาะสำหรับริดสีดวงภายในระยะที่ 1 และ 2 มีความสะดวก ปลอดภัย ไม่มีความเจ็บปวด แต่มีอัตราการหายขาดน้อยกว่าการใช้ยางรัด
    การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ อินฟราเรด หรือความร้อน (laser, infrared or bipolar photocoagulation) ทำให้หัวริดสีดวงแข็งและยุบลง วิธีนี้ใช้สำหรับรักษาริดสีดวงภายในที่มีขนาดเล็กและกลาง มีผลข้างเคียงน้อย แต่มีอัตราการกำเริบใหม่มากกว่าการใช้ยางรัด

7. ถ้าเป็นมาก มีภาวะแทรกซ้อน หรือรักษาด้วยยาและหัตถการต่าง ๆ แล้วไม่ได้ผล แพทย์ก็จะรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งมีให้เลือกวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนี้

    การผ่าตัดเอาหัวริดสีดวงออก (hemorrhoidectomy) ซึ่งเป็นการผ่าตัดแบบดั้งเดิม โดยเลาะเอาเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นริดสีดวงทวารออก วิธีนี้ให้ผลการรักษาดี มีโอกาสในการกลับมากำเริบใหม่น้อย แต่อาจมีผลข้างเคียงคือ ทำให้เกิดภาวะปัสสาวะคั่ง (ถ่ายปัสสาวะไม่ออก) และการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะได้
    การผ่าตัดโดยใช้เครื่องมือเย็บติด (stapled hemorrhoidectomy/stapled hemorrhoidopexy) เป็นการใช้เครื่องมือคล้ายเครื่องยิงลวดทำการตัด เย็บ และผูกหัวริดสีดวง ปิดกั้นเลือดที่จะไปเลี้ยงบริเวณที่เป็นริดสีดวงทวาร ทำให้หัวริดสีดวงเกิดการฝ่อและหลุดไป วิธีนี้เหมาะสำหรับการรักษาริดสีดวงทวารภายในเท่านั้น วิธีนี้ทำให้เกิดการเจ็บปวดน้อยกว่า และฟื้นตัวได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบดั้งเดิม แต่มีความเสี่ยงต่อการกำเริบใหม่ และภาวะไส้ตรงยื่นย้อย (rectal prolapse) มากกว่าการผ่าตัดแบบดั้งเดิม และอาจเกิดผลแทรกซ้อน เช่น เลือดออก ปัสสาวะไม่ออก เกิดการติดเชื้อ เป็นต้น

ผลการรักษา ผู้ที่มีอาการเล็กน้อยซึ่งพบได้เป็นส่วนใหญ่ สามารถให้การรักษาตามอาการ ทำให้อาการทุเลาได้ แต่มีโอกาสกลับมากำเริบเป็นครั้งคราวเวลาท้องผูกหรือท้องเดิน

ในรายที่มีความจำเป็นต้องรักษาด้วยหัตถการที่ไม่ใช่การผ่าตัด (เช่น การใช้ยางรัด) มีโอกาสกำเริบใหม่ภายใน 5-10 ปี ถึงร้อยละ 30-50 ส่วนในรายที่รักษาด้วยการผ่าตัดมีโอกาสกำเริบใหม่น้อยกว่าร้อยละ 5


การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น ถ่ายอุจจาระออกเป็นเลือดสด มีอาการคันหรือเจ็บที่ทวารหนัก มีก้อนยื่นออกมาที่ปากทวารหนักตอนถ่ายอุจจาระ หรือคลำพบก้อนที่ปากทวารหนัก ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นริดสีดวงทวาร  ควรดูแลตนเองดังนี้

    รักษาและใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์
    เวลาถ่ายอุจจาระอย่านั่งนาน และไม่เบ่งแรง (ผ่อนแรงเบ่งด้วยการอ้าปากและค่อย ๆ หายใจออกทางปาก)
    ไม่นั่งนาน ๆ และไม่ยกของหนัก
    ถ้ามีอาการท้องผูก ควรปฏิบัติดังนี้

- ดื่มน้ำมาก ๆ วันละประมาณ 8-12 แก้ว (2-3 ลิตร) 
- กินอาหารที่มีกากใยสูง (ผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง ธัญพืช) ให้มาก ๆ
- งดดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้ท้องผูกได้
- ออกกำลังกายเพื่อควบคุมน้ำหนัก (ภาวะน้ำหนักเกินมีผลต่อการกำเริบของโรค) และป้องกันท้องผูก
- ถ่ายอุจจาระเป็นเวลาทุกวัน และอย่าอั้นถ่ายเวลามีอาการปวดถ่ายอุจจาระ
- กินสารเพิ่มกากใย และ/หรือยาระบายตามคำแนะนำของแพทย์

ถ้าปวดริดสีดวงทวาร นั่งแช่น้ำอุ่น ใช้ยาแก้ปวด และใช้ยาเหน็บหรือยาทาริดสีดวงทวารตามคำแนะนำของแพทย์

ควรกลับไปพบแพทย์ ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    มีเลือดออกมาก มีภาวะซีด รู้สึกอ่อนเพลียมาก หรือเวลาลุกนั่งมีอาการหน้ามืดจะเป็นลม
    มีอาการปวดริดสีดวงมาก
    หัวริดสีดวงยื่นออกมาที่ปากทวารหนัก และไม่เลื่อนกลับเข้าไปได้เอง
    น้ำหนักลด ปวดท้องบ่อย ท้องผูกเรื้อรัง ท้องเดินเรื้อรัง หรือมีอาการท้องผูกสลับท้องเดิน
    มีอาการถ่ายเป็นเลือดนานเกิน 1 สัปดาห์ หรือเป็น ๆ หาย ๆ บ่อย
    มีประวัติกินยาต้านเกล็ดเลือด (เช่น แอสไพริน โคลพิโดเกรล ) หรือสารกันเลือดเป็นลิ่ม (เช่น วาร์ฟาริน)
    มีความวิตกกังวล
    ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปใช้ที่บ้าน ถ้าใช้ยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ

การป้องกัน

การป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ หรือช่วยป้องกันไม่ให้โรคกำเริบ ควรระวังอย่าให้ท้องผูก และลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดอาการ ดังนี้

    ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดน้ำหนักถ้าอ้วนหรือน้ำหนักเกิน
    กินอาหารที่มีกากใยมาก (เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง ธัญพืช) กรณีที่กินอาหารประเภทนี้ไม่มากพอ ให้กินสารเพิ่มกากใยเสริม 
    ดื่มน้ำมาก ๆ วันละประมาณ 8-12 แก้ว (2-3 ลิตร) 
    ออกกำลังกายเป็นประจำ 
    ถ่ายอุจจาระเป็นเวลาทุกวัน และอย่าอั้นถ่ายเวลามีอาการปวดถ่ายอุจจาระ
    เวลาถ่ายอุจจาระอย่านั่งนาน (เช่น นั่งอ่านหนังสือ เล่นโทรศัพท์มือถือ) และไม่เบ่งแรง
    หลีกเลี่ยงการนั่งนาน ๆ และไม่ยกของหนัก

ข้อแนะนำ

1. อาการถ่ายเป็นเลือดแม้ว่าส่วนใหญ่จะเกิดจากแผลปริที่ขอบทวารหนักและริดสีดวงทวาร และสามารถให้การดูแลรักษาตนเองตามคำแนะนำของแพทย์ได้ แต่ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ร้ายแรงได้ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (inflammatory bowel disease) ดังนั้น ถ้ามีอาการผิดแปลกไปจากอาการริดสีดวงที่เคยเป็น หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมกับอาการถ่ายเป็นเลือด (เช่น มีเลือดออกมากหรือเรื้อรัง มีอาการอ่อนเพลีย ท้องเดินเรื้อรัง หรือน้ำหนักลด) หรือพบในคนอายุมากกว่า 40 ปี หรือมีประวัติโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจน

2. ผู้ที่มีอาการถ่ายเป็นเลือดจากริดสีดวงทวาร ซึ่งมีอาการเล็กน้อย และมีอาการเป็นครั้งคราว อาจคิดว่าไม่เป็นอะไรมาก และอาจมีความอายที่จะไปพบแพทย์ จะลองรักษาตนเอง หรือปล่อยปละละเลย จะไปพบแพทย์ต่อเมื่อเกิดภาวะซีดจากการเสียเลือดเรื้อรัง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา หรือพบว่าเป็นโรคร้ายแรงอื่น ๆ ซึ่งมักมีความยุ่งยากในการรักษา ดังนั้นควรแนะนำให้คนทั่วไปมีความตระหนักรู้ในเรื่องอาการถ่ายเป็นเลือด และการดูแลรักษาที่ถูกต้อง

3. ผู้ที่มีประวัติกินยาต้านเกล็ดเลือด (เช่น แอสไพริน โคลพิโดเกรล) หรือสารกันเลือดเป็นลิ่ม (เช่น วาร์ฟาริน) ซึ่งใช้รักษาและป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด หากมีอาการถ่ายเป็นเลือด อาจมีเลือดออกรุนแรงได้ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อปรับยาให้เหมาะสม

15
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเสียงดัง
ในโรงงานอุตสาหกรรม
โรงงานหรือสถานประกอบกิจการที่มีปัญหาด้านเสียงเกินค่ามาตรฐาน อาจสร้างผลกระทบทั้งด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานต่อพนักงานในโรงงานเอง หรืออาจก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงต่อชุมชนและสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้านนอกโรงงาน หากเจ้าของแหล่งกำเนิดเสียงหรือผู้เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลย ไม่จัดทำโครงการควบคุมเสียงหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่สำเร็จ จะทำให้มีผลกระทบตามมา เช่น
•   เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายด้านเสียง มีทั้งโทษปรับและจำคุก
•   ลูกจ้างอาจเกิดภาวะสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราวหรือแบบถาวร
•   ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานลดลงจากเสียงเกินค่ามาตรฐาน
•   ถูกร้องเรียนจากชุมชนหรือผู้ได้รับผลกระทบทางเสียงที่อยู่นอกโรงงาน
•   โรงงานหรือสถานประกอบกิจการอาจถูกสั่งปิดปรับปรุง จนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ

ทำไมต้องใช้บริการจาก
“NEWTECH INSULATION” ในการควบคุมเสียง?
ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ในการควบคุมเสียงอุตสาหกรรม เรามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรเฉพาะทางที่มีความรู้ด้านเสียงและความสั่นสะเทือน เครื่องมืออันทันสมัยที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงประสบการณ์ด้านการแก้ไขปัญหาเสียงอุตสาหกรรมที่มีทั้งในและต่างประเทศ ผู้ใช้บริการจึงมั่นใจได้ว่าปัญหาด้านเสียงในโรงงานหรือสถานประกอบกิจการจะได้รับการแก้ไขได้อย่างตรงจุด ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด เพราะเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในอุตสาหกรรม
– บริษัทฯ ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคลผู้ให้บริการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับเสียง โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
– บุคลากรของบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ควบคุมมลพิษเสียงและความสั่นสะเทือน จากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
– มีทีมงานที่มากประสบการณ์และความรู้ ได้แก่ วิศวกร นักสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ช่างเทคนิค รวมไปถึงช่างประกอบและติดตั้งระบบควบคุมเสียง
– มีเครื่องมือที่ได้มาตรฐานไว้ให้บริการทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
– มีสินค้าสำหรับควบคุมเสียงและความสั่นสะเทือนให้เลือกหลากหลายรูปแบบ เช่น ผนังกันเสียง ห้องเก็บเสียง ม่านกันเสียง ตู้ครอบลดเสียง แจ็คเก็ตลดเสียง ไซเลนเซอร์ อคูสติคลูเวอร์ อุปกรณ์แยกความสั่นสะเทือน เป็นต้น
– มีการประเมินหรือทำตัวแบบจำลองระดับเสียง ก่อน-หลัง ปรับปรุงให้ลูกค้าใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการแก้ปัญหาด้านเสียง
– รับประกันระดับเสียงที่ลดลง อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
– รับประกันคุณภาพสินค้าและฝีมือการติดตั้งทุกงาน

บริษัท นิวเทค อินซูเลชั่น จำกัด
เรา
จากประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาด้านเสียงมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเสียงทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน และเสียงทางสิ่งแวดล้อม
ทางบริษัทฯ ยินดีให้คำแนะนำที่ทำได้จริงสำหรับการแก้ปัญหาด้านมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งโรงงาน พนักงาน หรือชุมชนโดยรอบอยู่ร่วมกันได้
“เพราะเรา…เข้าใจเรื่องเสียง”

สนใจสั่งซื้อ
เบอร์โทร:  02-583-8035 , 02-583-8034, 098-995-4650
E-mail: contact@newtechinsulation.com
Line ID: @newtechinsulation
Facebook: newtechthai
Instagram: newtechinsulation
เว็บไซด์: https://www.noisecontrol365.com/


หน้า: [1] 2 3 ... 53